The Pool นรก 6 เมตร หนังไทยแนวทางใหม่ที่น่าจับตามอง

เชื่อว่าคอหนังหลายคนคงได้ยินชื่อหนัง The Pool นรก 6 เมตร
กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นี่คือภาพยนตร์แนวใหม่ในบ้านเราที่ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย
เรามาทำความรู้จักกับเรื่องนี้กัน

The Pool นรก 6 เมตร เป็นเรื่องราวของ เดย์ ซึ่งแสดงโดยดาราหนุ่มชื่อดัง เคน
ธีรเดช
ฝ่ายอาร์ตของกองถ่ายโฆษณาซึ่งดันถูกปล่อยให้เคลียร์ทุกอย่างในสระว่ายน้ำร้าง
หลังจากที่เลิกกองถ่ายกันไป แต่ด้วยความที่ เดย์
นั้นเหนื่อยล้ามามากจากการทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ
เขาก็เลยเผลอหลับไปบนแพยาง

นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของพล็อตหนังที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะหลังจากที่ เดย์
หลับยาวไป เพื่อนร่วมงานคนสุดท้ายในกองก็ได้เปิดระบบปล่อยน้ำในสระ
นั่นทำให้น้ำค่อยๆ ลดระดับลงมาเรื่อยๆ
จนถึงขั้นที่ไม่สามารถปีนขึ้นไปจนถึงขอบสระได้ เดย์
พยายามที่จะตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่เป็นผล ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ
จากใครเลย

เหตุการณ์ยิ่งซ้ำร้ายเข้าไปใหญ่เมื่อแฟนสาวของ เดย์ อย่าง ก้อย แสดงโดย เกรซ
รัชย์ณมนทร์ ตั้งใจจะมาเซอร์ไพรส์เขาถึงสระว่ายน้ำร้างแห่งนี้
เธอกระโดนลงมาจากแท่นโดยที่ไม่ทันได้สังเกตระดับน้ำว่าไม่ควรกระโดดลงมาแล้
ว นั่นทำให้เธอได้รับบาดเจ็บสาหัส
กลายเป็นว่าหนุ่มสาวคู่นี้ต้องมาติดสระร้างร่วมกัน

เรื่องราวเริ่มพีคหนักเมื่ออยู่ดีๆ ก็มีจระเข้เดินขึ้นมาจากท่อใต้สระ
เป็นความอันตรายที่ทั้งคู่ต้องเผชิญเพิ่มเติม
นอกเหนือไปจากความพยายามที่จะต้องปีนขึ้นมาจากสระให้ได้
เป็นความระทึกที่จะต้องเอาตัวรอดจากสระว่ายน้ำที่มีความลึก 6 เมตร
และดูเหมือนว่าจะไร้ทางออกโดยสิ้นเชิง

นี่คือจุดที่ทำให้ผู้ชมจะได้ลุ้นกันอย่างสนุกว่าสุดท้ายแล้วทั้งคู่จะเอาตัวรอดกันได้อ
ย่างไร

สังเกตได้ว่าพล็อตหนังแนวๆ นี้ทางฝั่งเมืองนอกก็ได้ทำออกมากันแล้วหลายเรื่อง
เป็นสถานการณ์ที่ทำให้ตัวละครต้องอยู่อย่างอ้างว้างโดยที่ไม่สามารถขอความช่ว
ยเหลือจากใครได้
และจำเป็นที่จะต้องเอาตัวรอดออกมาจากสถานการณ์นั้นให้ได้ด้วยตัวเอง
แต่เกี่ยวกับเรื่องนี้ผู้กำกับอย่าง พิง ลำพระเพลิง
ก็ได้ยืนยันว่าเขามีพล็อตนี้ในหัวมานานหลายปีแล้ว
จึงไม่ใช่การลอกเลียนแบบหนังฝรั่งแต่อย่างใด

ก็ถือว่าเป็นอีกเรื่องที่หลายคนก็หลายความเห็น
แต่ที่บอกได้คือมันเป็นหนังไทยแนวทางใหม่ที่น่าสนใจมากๆ
สุดท้ายความสนุกของ The Pool นรก 6 เมตร จะพีคสุดถึงระดับไหน
ก็ต้องให้เป็นหน้าที่ของผู้ชมที่จะเข้าไปตัดสินกันเองในโรงภาพยนตร์…

Like Crazy 2011 สุดยอดหนังรักแห่งประวัติศาสตร์

สมัยที่เรายังเด็กกว่านี้ หากให้เปรียบความรักเป็นฤดู เราคงบอกว่าความรักคือฤดูร้อน
เธอหรือเขาเปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ สดใสและเบิกบาน งดงามดั่งดอกไม้ที่แย่งกันเบ่งบานเพื่ออวดโฉม
เมื่อโตขึ้นมาอีกหน่อย ผ่านร้อนผ่านหนาวให้หัวใจได้ล้มลุกคลุกคลานมาบ้าง ความรักจะกลับกลายเป็นฤดูฝน
เศร้าสร้อยและโหมกระหน่ำ ทิ่มแทงและรุนแรง รวดร้าวและยากจะลืมเลือน
แต่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ความรักจะสวยงามกว่าที่ผ่านมา เราจะมองมันอย่างเข้าอกเข้าใจ
แม้ว่ามันจะหวานปนขมไปบ้าง ไม่ต่างจากฤดูหนาวที่ให้ความอุ่นข้างในหัวใจ แต่เหนือสิ่งอื่นใด
ในการเดินทางของความรักในชีวิต มันจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่เราจะทั้งรักทั้งชัง เราอาจเสียน้ำตาไปมากมาย
แต่ก่อนหน้านั้นเราก็ได้รับรอยยิ้มมามากเกินกว่าจะคาดเดาได้เช่นกัน
ยิ่งรักมากเท่าไร เราก็ร้าวมากเท่านั้น และความรักจากภาพยนตร์ 5 เรื่องนี้ก็ทำหัวใจคนดูสลายเอาง่ายๆ ได้เหมือนกัน
เวลาตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก เรามักทำอะไรที่บางทีพอมองย้อนกลับไปแล้วก็คิดว่าไม่สมควรเอาเสียเลย
รักที่ขาดสตินั้นทำชีวิตล้มครืนเอาได้ง่ายๆ เพราะบางสิ่งก็คอขาดบาดตายเกินไปที่จะเสี่ยงทำอะไรไม่เข้าท่า
อย่างที่ตัวละครแอนนาในภาพยนตร์เรื่องนี้ทำ
ขณะที่ Like Crazy นำแสดงโดยแอนตัน เยลชิน นักแสดงหนุ่มผู้ล่วงลับไปเมื่อไม่นานที่ผ่านมา ผลงานของเขา อาทิ
Star Trek (2009), Fright Night (2011) และ Green Room (2015) ซึ่งแสดงคู่กับนางเอกสาวเฟลิซิตี้ โจนส์
ที่มีผลงานมากมายไม่แพ้กัน เช่น The Theory of Everything (2014), Inferno (2016) และ Rogue One: A Star Wars
Story (2016)
ภาพยนตร์เปิดฉากมาด้วยการบรรยายหน้าชั้นเรียนของแอนนา
นักศึกษาสาวชาวอังกฤษที่เดินทางมาเรียนไกลถึงลอสแอนเจลิส เธอเรียนคลาสเดียวกับเจค็อบ ชายหนุ่มท่าทางใสซื่อ
แต่เต็มไปด้วยแรงดึงดูด แอนนาตัดสินใจส่งจดหมายไปถึงเขา และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของความรัก
วันเวลาต่อจากนั้นช่างสดใสและมีความหมาย
แต่การเป็นนักศึกษาปีสุดท้ายนั่นหมายถึงเมื่อเรียนจบแล้วพวกเขาก็ต้องแยกจากกัน
เรื่องมันไม่ควรจะยากถ้าหากแอนนาไม่อยู่เกินระยะเวลาที่วีซ่ากำหนด การเก็บเกี่ยวความสุขเล็กๆ
จากช่วงเวลานั้นคือหายนะของความรักที่ทั้งแอนนาและเจค็อบต่างทำพลาด
ในที่สุดแอนนาก็ต้องกลับบ้าน ระยะทางที่ห่างไกลยิ่งทำให้พวกเขาโหยหากัน
แอนนากลับมาที่ลอสแอนเจลิสอีกครั้งในฐานะนักท่องเที่ยว แต่เธอโดนปฎิเสธที่จะให้เข้าประเทศ
เนื่องจากความผิดครั้งก่อน ชีวิตรักของทั้งคู่จึงเริ่มไม่สดใสเหมือนเก่า และค่อยๆ หนักขึ้นเรื่อยๆ…

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1974 : The Towering Inferno

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1974เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น The Towering
Inferno หรือ ตึกนรก ภาพยนตร์ภัยพิบัติระดับตำนานที่รวบรวมดาวดังในสมัยนั้นไว้อย่างคับคั่ง ภายใต้มือการกำกับของ
จอห์น จิลเลอร์มินทำไมภาพยนตร์เรื่อง The Towering Infernoคือการรวมตัวของดาราดังระดับแม่เหล็กมากมาย นั่นก็เพราะ
จอห์น จิลเลอร์มิน ได้ พอล นิวแมน มารับบท ดั๊กวิศวกรผู้สร้างตึกสูง 130 ชั้น และได้ สตีห แม็คควีน มารับบท ไมค์
หัวหน้ากองดับเพลิงที่มาช่วยกู้วิกฤตินอกจากนี้ยังได้ วิลเลียม โฮลเด้น มารับบทเจ้าของตึกสูง
130 ชั้น, เฟย์ ดันอเวย์ รับบทหญิงคนรักของ ดั๊ก และ เฟร็ดแอสแตร์ รับบทแขกผู้มาพักในโรงแรม
ซึ่งยังมีดาราดังอีกหลายรายที่เราไม่ได้เอ่ยถึงในภาพยนตร์เรื่อง The Towering Inferno
โดยภาพยนตร์เรื่อง The Towering Inferno มีความยาว 2 ชั่วโมง กับ 40 นาที ซึ่งแบ่งช่วงไว้ชัดเจน คือ 40 นาทีแรก
เป็นการปูพื้นแนะนำตัวละคร ขณะที่ 2 ชั่วโมงหลัง เป็นเหตุเพลิงไหม้บนตึกที่สูงที่สุดในโลก
ซึ่งความน่าตื่นตาตื่นใจของภาพยนตร์ The Towering Inferno จะอยู่ที่ 2 ชั่วโมงหลัง เพราะมีการกระหน่ำทั้ง Effect
ความตื่นเต้นลุ้นระทึก ปนด้วยความสยดสยองเมื่อต้องมาเห็นคนตายไปทีละรายอันเนื่องจากอุบัติเหตุที่ไม่มีใครคาดคิด อย่างไรก็ตาม ช่วง 40 นาทีแรก
ก็ไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่เรามักเจอในภาพยนตร์ยุคนั้น เพราะ The Towering Inferno
เล่าเรื่องปูพื้นให้ตัวละครแต่ละรายมีปมน่าสนใจ โดยเฉพาะปมของ เฟร็ด แอสแตร์ ที่ดูซับซ้อนซ่อนเงื่อน
นอกจากนี้ เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของภาพยนตร์ The Towering Inferno คือส่วนใหญ่จะลงทุนสร้างฉากจริง
ถ้าไม่นับตึกที่เป็นโมเดล ฉากอื่นๆ ไม่ว่าจะฉากไฟโหมกระหน่ำในห้อง, ฉากบันไดหนีไฟถล่ม หรือไคลแม็กซ์ที่ต้องใช้น้ำกันอย่างมหาศาล
แต่ละฉากของจริงทั้งสิ้น ภาพยนตร์ The Towering Infernoเลยทำให้ผู้ชมนั่งลุ้นตามได้ไม่ยาก เพราะมันไม่ใช่ CG
แต่เป็นวัสดุจริง แถมยังสร้างโดย เออร์วิน อัลเลน เจ้าพ่อหนังภัยพิบัติและผจญภัยสมัยยุค 70
ที่มีส่วนร่วมกำกับฉากแอ็กชันบางฉากด้วย นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ภาพยนตร์ The Towering Inferno
จะกวาดรายได้มหาศาลจากการเข้าฉายในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา มากถึง 140 ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้างแค่ 14 ล้านดอลลาร์
เรียกว่าทะลุเป้าสำหรับหนังภัยพิบัติในยุคนั้นหากใครชอบภาพยนตร์ภัยพิบัติที่มีให้ครบทั้งดราม่า แอ็กชัน
ตื่นเต้นลุ้นระทึก พร้อมสอดแทรกสาระอันแสนสำคัญคุณต้องไม่พลาด The Towering Inferno เพราะตลอด 2 ชั่วโมง 40 นาที จะไม่มีสักครั้งเดียวที่คุรบ่นเสียดายออกมา…

5 ภาพยนตร์ปิ๋วรางวัลลูกโลกทองคำ

Wonder Woman
นับเป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่สตรีเพศเรื่องแรกที่สร้างจากฝีมือผู้กำกับหญิงโดย
แท้จริง อย่าง แพตตี้ เจนกินส์ ที่เคยสร้างความประทับใจ
จนกลายเป็นเรื่องแจ้งเกิดมาแล้วกับ Monsterในปี 2003
โดยหลังจากที่กำกับซีรี่ส์บางตอนของ Entourage และเกือบได้วาดลวดลายกับ Thor:
The Dark World ก่อนจะมาเป็นผู้กำกับให้ Wonder Woman และเซ็นสัญญากับ Wonder Woman II
โดยค่าจ้างในการกำกับภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่หญิงภาคต่อเรื่องนี้มากกว่าเดิมจนจัดได้ว่าเป็นผู้กำกับหญิงที่ได้ค่าตัวสูงสุด
แถมยังได้นักแสดงสาวมากความสามารถ ดีกรีนางงามอิสราเอล แกล กาโดต์
มารับบทเป็น Wonder Woman แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถมีชื่อเข้าชิงรางวัลใด ๆจากงานลูกโลกทองคำครั้งที่ 75

Get Out
ถือเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่ต้องผิดหวังอย่างน่าเสียดาย โดยภาพยนตร์แนวสยองขวัญเรื่องนี้ เป็นฝีมือของ จอแดน พีล
แม้ว่าหมู่นักวิจารณ์และคนดูจะให้เสียงชื่นชม Get Out เป็นพิเศษด้วยเรื่องราวว่าด้วยหนุ่มผิวสีที่เดินทางไปเยี่ยมพ่อแม่ของแฟนสาวผิวขาว
ก่อนที่ภาพยนตร์จะนำไปสู่ทิศทางที่คาดไม่ถึงเป็นข้อพิสูจน์ว่าภาพยนตร์สยองขวัญไม่จำเป็นต้องซ้ำซาก
แต่ยังสามารถหาพลิกแพลงไปสู่แนวทางใหม่ ๆ ได้เสมอ

The Post
สูตรสำเร็จที่ไม่คิดว่าจะมีผู้เอาชนะได้กับภาพยนตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง
เนื้อหาเข้มข้นเกี่ยวกับเอกสารลับของเพนตากอนที่ถูกปกปิดของร้อยเรียงผ่านฝีมือของสุดยอดผู้กำกับ สตีเวน สปีลเบิร์ก
โคจรมาพบกับสองนักแสดงนำรางวัลออสการ์อย่างเมอริล สตรีพ และทอม
แฮงค์ แน่นอนว่าเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์คุณภาพที่พลาดไม่ได้เป็นอันขาด
สุดท้ายแม้ว่า The Post ได้รับเลือกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำถึง 6 รางวัลใครจะคิดว่าพวกเขาต้องกลับบ้านมือเปล่า

Dunkirk
ภาพยนตร์เรื่องที่ 3 ที่คริสโตเฟอร์ โนแลนเขียนบทด้วยตนเอง
เขาบอกว่าเนี่คือภาพยนตร์ที่ได้ทดลองสิ่งใหม่ ๆ มากที่สุดในชีวิตและเลือกใช้นักแสดงหน้าใหม่หลายคน
มาถ่ายทอดเรื่องราวของทหารกล้าในสมรภูมิรบ รุ่นใหญ่ที่ดังที่สุดก็มีเพียงทอม
ฮาร์ดี้, เค็นเน็ธ บรานาจ กับเจ้าของรางวัลออสการ์สมทบชายอย่าง มาร์ก
ไรแลนส์เท่านั้น แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ใช้วิธีเล่าเรื่องอย่างชาญฉลาด
ยากต่อการคาดเดาและลุ้นไปทุกวินาที แม้จะไม่ได้คว้ารางวัลไปครอง
แต่เชื่อว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะกลายเป็นตำนานภาพยนตร์สงครามอันดับต้น ๆไปอีกนาน

Call me by your name
ภาพยนตร์ชายรักชายสุดโรแมนติกที่คว้ารางวัลมากมายจากสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์แห่งลอสแอนเจลิส
ซึ่งถือเป็นสมาคมวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดังอันดับต้น ๆ ของสหรัฐฯ
กวาดมาทั้งรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม,และรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม
แต่กลับไม่ถูกใจเหล่ากรรมการงานลูกโลกทองคำมากนักจึงทำได้เพียงมีชื่อเข้าชิง 3 รางวัล และไม่สามารถคว้ามาเชยชมได้
อย่างไรก็ตามด้วยการเดินเรื่องที่เป็นธรรมชาติมุมกล้องที่ให้ความรู้สึกราวกับภาพยนตร์ย้อนยุค และช่วงท้ายที่หักมุมเล็ก ๆ
คงทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ตราตรึงไปในใจของหลายๆ คนไปอีกนาน…

ทิศทางหนัง Marvel ในมือ Sony จะเดินหน้าต่อไปในทางไหน?

ภาพยนตร์ เวน่อม ของค่าย Sony ถือเป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหม่ของจักรวาล สไปเดอร์แมน
แต่ในครั้งนี้ถือเป็นจักรวาลที่นำโดยเหล่าวายร้ายในเป็นหลัก
ซึ่งหากลองวิเคราะห์ดูจริงๆ เมื่อทางค่ายต้องการเปิดจักรวาลนี้และสร้างจักรวาลใหม่ขึ้น
ก็ควรจะมี สไปเดอร์แมน อยู่ในจักรวาลนี้ และทาง Sonyก็ควรจะแคสนักแสดงคนใหม่มารับบทนี้
ซึ่งข้อแม้คือต้องเป็นนักแสดงคนใหม่ที่ไม่ใช่ ทอม ฮอลแลนด์ ที่รับบท สไปเดอร์แมนในจักรวาล Marvel เป็นที่เรียบร้อย
และกำลังมีโปรเจคต์หนังเดี่ยวภาคต่อเป็นของตัวเอง
จากข่าวที่ถูกปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ พอจะสรุปได้เป็นที่แน่นอนแล้วว่า เวน่อม
ของค่าย Sony จะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นในจักรวาล MCU
และแน่นอนว่ามันจะไม่มีการเชื่อมต่อกันระหว่างหนังเดี่ยว สไปเดอร์แมน: โฮมคัมมิ่ง
อีกทั้งหนังวายร้ายเรื่องต่อๆ ไปจากทาง Sony ก็จะเป็นการแยกจักรวาลออกมาจากทาง MCU ด้วยเช่นกัน
คำถามใหญ่ที่เกิดขึ้นคือ ทาง Sony จะทำให้หนังเหล่านี้เดินหน้าต่อไปในทิศทางไหน
หากไร้ สไปเดอร์แมน?
จากตัวอย่างหนังเวอร์ชั่นล่าสุดของ เวน่อม ที่ปล่อยออกมา
เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงหลายๆ
อย่างเกี่ยวกับเนื้อเรื่องที่แตกต่างจากในหนังสือการ์ตูน
ไม่ใช่ว่าไม่ดีที่มันแตกต่างและเป็นสิ่งใหม่ๆ แต่ในเมื่อแฟนหนังต่างรู้ดีว่า
ตัวละครหลักสำคัญในจักรวาลนี้คือ สไปเดอร์แมน
จักรวาลนี้จะเดินหน้าได้อย่างน่าสนใจมากแค่ไหนหากไม่มีเขา
อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะมีหรือไม่มี สไปเดอร์แมน คนใหม่ในจักรวาลวายร้ายของ Sony
ก็ขึ้นอยู่กับการประสบความสำเร็จในหนัง เวน่อม เป็นอันดับแรก
ว่าจะได้เสียงตอบรับจากแฟนๆ ว่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีหรือเปล่า
และรวมไปถึงการพัฒนาในโปรเจคหนังอื่นๆ ที่มีข่าวออกมา และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ
สัญญาข้อตกลงกันระหว่าง Sony และ MCU ที่มีเกี่ยวกับ สไปเดอร์แมน
สำหรับภาพยนตร์ เวน่อม ที่กำลังจะเข้าฉายในเราได้ดูในเดือนตุลาคมนี้
ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในแผนการของ Sony ในการสร้างจักรวาลหนัง Marvelของตัวเอง
ที่จะมาพร้อมกับเหล่าตัวละครหน้าใหม่ที่คุณจะยังไม่เคยเห็นบนจอภาพยนตร์มาก่อน
ซึ่งหากใครกำลังเบื่อเหล่าตัวละครซูเปอร์ฮีโร่เก่าๆ ออกมาซ้ำแล้วซ้ำอีก
ไม่แน่ว่าจักรวาลหนังใหม่ของ Sony นี้
อาจตอบโจทย์ความอยากเห็นซูเปอร์ฮีโร่หน้าใหม่ก็เป็นได้
แฟนหนังคอยติดตามชม เวน่อม ที่เตรียมเข้าฉาย 11 ตุลาคม ในโรงภาพยนตร์…

วัดพลัง Aquaman ก่อนสงครามใต้บาดาลจะปะทุปลายปีนี้

หลังจากที่เราได้เห็นเราออกมาวาดลวดลายเล็ก ๆ น้อย ๆ ใน Justice Leagueกันไปแล้ว ปลายปีนี้เราจะได้เห็นอาเธอร์ เคอร์รี คือ
ว่าที่ราชาแห่งอาณาจักรใต้บาดาลแอตแลนติส ผู้ปกครองมหาสมุทรทั้ง 7พร้อมกับสมญานามที่มนุษย์รู้จักว่า Aquaman
ด้วยเรื่องราวการผจญภัยที่ไม่เหมือนกับในหนังเรื่องไหนมาก่อนในการรวมทีมครั้งแรกจากฝั่ง DC
เราได้เห็นการปะทะกันระหว่างอควาแมนและซูเปอร์แมนแน่นอนว่าอาเธอร์สู้ไม่ได้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งอาจเป็นเพราะเรื่องของสถานที่ต่อสู้
ชาวแอตแลนติสนั้นจะแข็งแกร่งที่สุดเมื่ออยู่ใต้น้ำ หากทั้งคู่ปะทะกันใต้น้ำจริงๆผลของการต่อสู้อาจจะออกมาเป็นอีกแบบ
โดยได้มีการเปิดเผยข้อมูลจากกองถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า“ชาวแอตแลนเทียนมีความสามารถในการใช้ชีวิตอยู่ใต้น้ำ
เพิ่มพลังทางกายภาพของตัวเองได้ ในด้านพลัง พวกเขาอาจเป็นรองซูเปอร์แมน
แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาสามารถบาดเจ็บและถูกสังหารได้ด้วยเทคโนโลยีของพวกเขาเท่านั้น”
สรุปคือ ไม่ว่าอย่างไรในจักรวาล DC ซูเปอร์แมนก็คือซูเปอร์ฮีโร่ที่แข็งแกร่งที่สุดอยู่ดี
แต่สำหรับอาเธอร์ เคอร์รี หรือ Aquamanนั้นเขาคือลูกผสมระหว่างมนุษย์และชาวแอตแลนติส
นี่อาจสร้างความต่างบางอย่างให้เกิดขึ้นและเรื่องราวของเขาจะเป็นการผจญภัยทั้งใต้น้ำและบนบก
ในส่วนของพาหนะคู่กายของอควาแมนเองก็ไม่น้อยหน้าฮีโร่คนไหน ใครที่ยัง
Aquaman ฉบับแอนิเมชั่นได้ จะคุ้นเคยกับการที่เขาขี่ม้าน้ำท่องไปทั่วมหาสมุทร
แต่ในฉบับภาพยนตร์นี้จะต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งกลายเป็นมังกรเจ้าสมุทรไปแล้ว(Sea Dragon)
เมื่อพูดถึงคนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงตัดสินใจใช้รูปลักษณ์นี้คือ Peter Safran
ตำแหน่งโปรดิวเซอร์ของภาพยนตร์ ที่เขาได้เปิดเผยกับ Entertainment Weekly ว่า
“ความคิดนี้มันเกิดขึ้นตอนที่ผมเห็นอควาแมนขี่ม้าน้ำผมอยากที่จะปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่างและทำให้มันดูน่าหวั่นเกรงและน่าประทับใจมาก
ขึ้น เขาเป็นสิ่งชีวิตจากเผ่าพันธุ์ Xebellian
แต่ผมจะไม่ประหลาดใจเลยที่เราจะได้เห็นอาเธอร์ได้ขี่มันสักครั้ง”
จากข่าวก่อนหน้านี้ที่มีการเปิดเผยว่า ภาพยนตร์เรื่อง Aquamanจะเป็นเหมือนสตาร์วอร์สเวอร์ชั่นใต้บาดาล
นั่นอาจจะเป็นในแง่ของการพาเราไปผจญภัยโลกใต้มหาสมุทร
ได้พบเจอกับเผ่าพันธุ์ต่างๆ ที่ตื่นตาตื่นใจ และการต่อสู้ทำภารกิจเพื่อการก้าวขึ้นสู่บันลังก์ของอาเธอร์ เคอร์รี
ที่น่าจะเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์และยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน เตรียมรอชมกันได้กับ
Aquaman 13 ธันวาคมนี้ในโรงภาพยนตร์…

3 อันดับภาพยนตร์ทะลึ่งทะเล้น ตลกแบบติดเรท ที่ควรค่าแก่การรับชม

ภาพยนตร์แบบทะลึ่งตึงตังเป็นสิ่งที่สามารถสร้างเสียงหัวเราะได้ในรูปแบบเฉพาะตั
ว หลายคนชื่นชอบมันเป็นอย่างมาก ลองมาดูกันเลยว่า 3
อันดับภาพยนตร์แนวนี้ที่ควรค่าแก่การรับชมจะมีเรื่องไหนบ้าง

1. อเมริกัน พาย : เริ่มต้นเรื่องแรกกันที่ภาพยนตร์ทะลึ่งในตำนานกันก่อนเลย
มันโด่งดังเป็นอย่างมากในหมู่วัยรุ่นในช่วงยุค 1990
เป็นการเปิดประสบการณ์บนเตียงในรูปแบบฮาๆ
ที่เชื่อว่าหลายคนคงต้องเคยผ่านตากันมาบ้าง
มันเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง
แม้ว่าจะมีทุนสร้างไม่มากเพียงแค่ 11 ล้านเหรียญเท่านั้น

อเมริกันพาย เป็นภาพยนตร์ที่ช่วยให้นักแสดงหลายคนเป็นที่รู้จักมากขึ้น
โดยเนื้อหาของมันก็คือชายหนุ่มที่ชื่อ จิม
ตั้งใจที่จะปิดฉากความบริสุทธิ์ของตัวเองให้ได้ก่อนที่จะเรียนจบ ซึ่งเขาก็มีเพื่อนๆ
สุดแสบคอยช่วยเหลือมากมายด้วยวิธีต่างๆ
และถ้าใครอยากรู้ว่าพายมีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องอย่างไรก็คงต้องติดตามเอาเอ
งจะดีกว่า

2. โร้ดทริป : เป็นเรื่องงราวของชายหนุ่มที่มีชื่อว่า จอช
ซึ่งพบรักกับแฟนสาวคนหนึ่งมาตั้งแต่ 5 ขวบ
เขาไม่เคยคิดที่จะนอกใจเธอจนกระทั่งได้พบกับ เบ็ธ
ซึ่งเป็นสาวฮอตจนทำให้เขาเริ่มไขว้เขวในหัวใจขึ้นมา
แน่นอนว่าตัวหนังย่อมเขียนบทให้ทั้งคู่ได้ขึ้นเตียงกัน แต่มันไม่ได้จบแค่นั้น
เพราะดันมีการบันทึกภาพวิดีโอลงเทป และมันจะถูกส่งตรงไปยังแฟนสาวของ
จอช ด้วยความผิดพลาดบางประการ

นี่คือเรื่องราวสุดป่วนที่ทำให้ตัวละครในเรื่องต้องพยายามเดินทางไกลเพื่อหยุดยั้ง
ไม่ให้เทปม้วนนี้ถูกส่งไปถึงปลายทาง
เป็นความสนุกที่ทำให้ผู้ชมได้ร่วมหัวเราะไปกับทุกๆ ฉาก

3. เซ็กส์อิสซีโร่ : ภาพยนตร์เกาหลีใต้ที่มาโด่งดังในบ้านเราในชื่อ "ปิ๊ดปี้ปิ๊ด"
เนื้อหาว่าด้วยชายหนุ่มวัย 28 ปีที่ชื่อว่า อึนซิก มีความฝันอยากจะเป็นผู้พิพากษา
เขาจึงได้ปลอมอายุเพื่อเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย
และก็ได้ไปแชร์ห้องกับเพื่อนหนุ่มสุดทะลึ่งตึงตังที่วันๆ
ไม่ทำอะไรนอกจากดูหนังโป๊

หนุ่มแก๊งนี้มีความตั้งใจที่จะหาประสบการณ์สุดเสียวในมหาวิทยาลัย
จึงได้วางแผนร่วมกันมากมายเพื่อที่จะได้สอยสาวสวยในทีมแอโรบิกของมหาวิทย
าลัยให้ได้ เรื่องราวอันสุดป่วนก็ได้เริ่มต้นขึ้นจากตรงนี้

นี่ก็คือ 3 ภาพยนตร์ตลกติดเรทที่คอหนังในบ้านเราน่าจะชื่นชอบเป็นอย่างดี
และถ้าใครที่ยังไม่เคยรับชมก็ลองไปหามาดู
รับประกันได้ว่าหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็งอย่างแน่นอน…

Dr. Strange

Doctor Strange
ประเภท : ภาพยนตร์
แนว : แอ็คชัน / วิทยาศาสตร์ / แฟนตาซี
ผู้กำกับ : Scott Derrickson
ค่าย : Walt Disney Pictures, Marvel Studios
ฉาย : 26 ตุลาคม 2016
ภาพยนตร์สุดสนุกเรื่องหนึ่งของค่าย Marvel Doctor Strange ซึ่งถือเป็นหนังเฟสที่ 3 ของ Marvel
ในปี 2016 หลังได้เผยแพร่ Deadpool และ Captain America: Civil War ออกมาก่อนช่วงต้นปี 2016
Doctor Strange กำกับโดย Scott Derrickson และได้เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบช (Benedict Cumberbatch)
ที่ถูกวางตัวให้มารับบท สตีเฟ่น เสตรนจ์ หรือ ดร.สเตรนจ์ อีกด้วย
ส่วนเนื่อหานั้นจะขนทัพซุปเปอร์ฮีโร่ทั้งภาคใหม่และภาคต่อจากฉบับ Comic ออกดัดแปลง ทำให้จักรวาล
Marvel ได้ขยายขีดจำกัดของพลังวิเศษเหนือธรรมชาติไปที่อีกศาสตร์หนึ่ง… “เวทมนตร์”
ตัวอย่าง https://youtu.be/0nRh1XQCaDY
เรื่องย่อ
Doctor Strange สุดยอดหมอผ่าตัดผู้มีสติปัญญาฉลาดล้ำเลิศ อีโก้สูง และใช้ชีวิตอย่างฟู่ฟ่าหรูหรา
วันหนึ่งเขาเกิดอุบัติเหตุรถตกหน้าผารอดปฎิหารย์ แต่ทำให้ชีวิตของ Doctor Strange เปลี่ยนไปตลอดกาล
เพราะประสาทมือถูกทำลายและไม่สามารถรักษาได้ Strange
ขณะสิ้นหวังทุ่มเงินทั้งตัวรักษาตัวเองแต่ก็ไม่ดีขึ้นจนได้ไปเนปาลเพื่อพึ่งศาสตร์ตะวันออก
ที่นั่นเขาได้เรียนรู้พลังจักระ ในห้วงศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความพิศวง ดินแดนห่างไกลในทิเบต
ที่ทำให้เขาเข้าสู่โลกเร้นลับ และสามารถรักษาตัวเองได้อย่างเหลือเชื่อ ดร.เสตรนจ์
ได้เริ่มชีวิตใหม่ที่ไม่ใช่ในฐานะ “หมอ” อีกต่อไป เมื่อเขากลายเป็นผู้มีความสามารถทางด้านเวทมนต์
และเขากลายเป็นบุคคลที่ต้องปกป้องโลกไปในทันทีDr. Strange
Doctor Strange
ประเภท : ภาพยนตร์
แนว : แอ็คชัน / วิทยาศาสตร์ / แฟนตาซี
ผู้กำกับ : Scott Derrickson
ค่าย : Walt Disney Pictures, Marvel Studios
ฉาย : 26 ตุลาคม 2016
ภาพยนตร์สุดสนุกเรื่องหนึ่งของค่าย Marvel Doctor Strange ซึ่งถือเป็นหนังเฟสที่ 3 ของ Marvel
ในปี 2016 หลังได้เผยแพร่ Deadpool และ Captain America: Civil War ออกมาก่อนช่วงต้นปี 2016
Doctor Strange กำกับโดย Scott Derrickson และได้เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบช (Benedict Cumberbatch)
ที่ถูกวางตัวให้มารับบท สตีเฟ่น เสตรนจ์ หรือ ดร.สเตรนจ์ อีกด้วย
ส่วนเนื่อหานั้นจะขนทัพซุปเปอร์ฮีโร่ทั้งภาคใหม่และภาคต่อจากฉบับ Comic ออกดัดแปลง ทำให้จักรวาล
Marvel ได้ขยายขีดจำกัดของพลังวิเศษเหนือธรรมชาติไปที่อีกศาสตร์หนึ่ง… “เวทมนตร์”
ตัวอย่าง https://youtu.be/0nRh1XQCaDY
เรื่องย่อ
Doctor Strange สุดยอดหมอผ่าตัดผู้มีสติปัญญาฉลาดล้ำเลิศ อีโก้สูง และใช้ชีวิตอย่างฟู่ฟ่าหรูหรา
วันหนึ่งเขาเกิดอุบัติเหตุรถตกหน้าผารอดปฎิหารย์ แต่ทำให้ชีวิตของ Doctor Strange เปลี่ยนไปตลอดกาล
เพราะประสาทมือถูกทำลายและไม่สามารถรักษาได้ Strange
ขณะสิ้นหวังทุ่มเงินทั้งตัวรักษาตัวเองแต่ก็ไม่ดีขึ้นจนได้ไปเนปาลเพื่อพึ่งศาสตร์ตะวันออก
ที่นั่นเขาได้เรียนรู้พลังจักระ ในห้วงศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความพิศวง ดินแดนห่างไกลในทิเบต
ที่ทำให้เขาเข้าสู่โลกเร้นลับ และสามารถรักษาตัวเองได้อย่างเหลือเชื่อ ดร.เสตรนจ์
ได้เริ่มชีวิตใหม่ที่ไม่ใช่ในฐานะ “หมอ” อีกต่อไป เมื่อเขากลายเป็นผู้มีความสามารถทางด้านเวทมนต์
และเขากลายเป็นบุคคลที่ต้องปกป้องโลกไปในทันที…

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1972 : The Godfather

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1972เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น The Godfather
ภาพยนตร์ระดับตำนานของโลก ผลงานของผู้กำกับ ฟรานซิสฟอร์ด ค็อปโปล่า ที่สร้างมาจากนิยายขายดีชื่อเดียวกันของ มาริโอพูโซ่
ภาพยนตร์เรื่อง The Godfather กล่าวถึงช่วงเวลาในปี1945 ที่ ดอน วีโต้ คอร์เลโอเน่ เจ้าพ่อมาเฟียเลื่องชื่อ
ซึ่งมีหน้าที่เสมือนที่พึ่งพิงของผู้คนภายใต้สมญานาม&ก็อดฟาเธอร์&ได้จัดงานแต่งงานของ คอนนี่ คอร์เลโอเน่
ลูกสาวที่บ้านของตนกระทั่ง จอร์นนี่ ฟอนเท่น ลูกบุญธรรมอีกคนของ วีโต้ซึ่งมีอาชีพเป็นนักร้องในลาส เวกัส
เดินทางมาขอความช่วยเหลือให้เขาได้แสดงภาพยนตร์ ซึ่ง วีโต้ได้ใช้วิธีการข่มขู่คุกคามจนในที่สุด แจ๊ค วอลซ์ ผู้กำกับภาพยนตร์
ก็ต้องเลือก จอร์นนี่ แสดงหนังหลังจากนั้น วีโต้ เข้าพบ ซอลลอสโซ่
เพื่อเจรจาเรื่องลงทุนค้ายาเสพติด แต่ วีโต้ เลือกปฏิเสธไปเนื่องจากเห็นว่ายาเสพติดจะทำให้ความมั่นคงของครอบครัวย่ำแย่
ลง อีกทั้ง ตำรวจ รวมถึง นักการเมือง อาจไม่สนับสนุนเขาอีกเรื่องดังกล่าวสร้างความเจ็บแค้นให้ ซอลลอสโซ่
จึงจัดการส่ง บรูโน่ ตาตาเลีย มาลอบยิง วีโต้ จนบาดเจ็บสาหัสพร้อมทั้งพยายามที่แทรกแซงตระกูลคอร์เลโอเน่
ด้วยการทำสัญญากับ ซันนี่ ลูกชายคนโตของตระกูลอย่างไรก็ตาม เมื่อ วีโต้ ยังไม่ตาย
ครอบครัวคอร์เลโอเน่จึงวางแผนล้างแค้น ก่อนจะเป็น ไมเคิลที่จัดการสังหารทั้ง ซอลลอสโซ่ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ แม็คครูสกี้
ตายคาร้านอาหาร ทำให้ ไมเคิลต้องหลบหนีออกนอกประเทศเพื่อความปลอดภัย
ทว่าหลังจากนั้นครอบครัว คอร์เลโอเน่ก็ตกเป็นเป้าสังหารของศัตรู กระทั่ง วีโต้ค้นพบว่าแท้จริงแล้วผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดคือ ตระกูลบราซินี่
มิใช้ ตาตาเลีย อย่างที่เข้าใจ อีกทั้งยังเป็นผู้ชักนำแก๊งมาเฟียทั้ง 5แห่งนิวยอร์ค ให้รุมเล่นงานตระกูลคอร์เลโอเน่
สุดท้ายจุดจบของแก๊งมาเฟียทั้ง 5 แห่งนิวยอร์คจะเป็นเช่นไร และชะตากรรมของตระกูลคอร์เลโอเน่
จะปิดฉากแค่ยุคของ วีโต้ หรือไม่เราแนะนำให้ทุกท่านไปหาคำตอบกันเอาเอง
รับรองว่าตลอดระยะเวลา 175 นาทีท่านจะไม่เสียดายสักวินาทีที่ผ่านไป
รับประกันได้จากผลงานการคว้า ออสการ์ 3 รางวัลจากสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม
และนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ไม่นับรวมรายได้กว่า 150ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้างแค่ 6.5 ล้านดอลลารและระยะเวลาถ่ายทำแค่ 62 วัน
The Godfatherจึงเป็นภาพยนตร์ที่คอหนังจะพลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง
อีกทั้งคุณยังสานต่อความมันได้จาก The Godfather 2 และ The Godfather 3 ด้วยแถมยังเป็นภาพยนตร์ที่ช่วยให้ค่ายพาราเมาท์กลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง…

The Crown Princess ละครเรื่องใหม่ที่จะทำให้ตกหลุมรัก ‘ณเดชน์-ญาญ่า’

เชื่อเถอะว่าหลายคนน่าเริ่มรู้สึกเบื่อและเอียนการจับคู่ ‘ณเดชน์ คูกิมิยะ’ กับ ‘ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์’
ในละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 ไม่มากก็น้อย เพราะด้วยเคมีของตัวนักแสดงและพลังจิ้นของแฟนคลับ
เป็นเหมือนกับแรงกดดันกลายๆ ให้ผู้จัดละครตัดสินใจจับนักแสดงทั้ง 2 คนมาประคู่กันอยู่บ่อยๆ
จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมตามกระทู้ในเว็บไซต์ Pantip.com
ถึงมีเสียงบ่นให้เห็นกันประปรายทุกครั้งที่นักแสดงทั้งร่วมงานกัน
แต่เชื่อเถอะว่าถ้าทุกคน แน่นอนว่ารวมถึงคนที่รู้สึกเบื่อที่จะเห็นณเดชน์กับญาญ่า แสดงละครร่วมกัน
มีโอกาสได้ดู The Crown Princess หรือชื่อไทยคือ ลิขิตรัก ละครเรื่องใหม่ทางช่อง 3 ของทั้งสองคน
คุณจะเปลี่ยนใจกลับมาหลงรักนักแสดงทั้งสองคนอีกครั้งอย่างไม่ตั้งใจเลยจริงๆ
เพราะอันดับแรกสุดคือ ญาญ่า ที่ต้องรับบทเจ้าหญิงของประเทศหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมหรือบุคลิกการวางตัวในเรื่อง
ช่างเต็มไปด้วยความสวยงามและมีออร่าจนคิดว่านี่คือเจ้าหญิงจริงๆ เลยด้วยซ้ำไป
อาจเรียกได้ว่าเธอมีเสน่ห์มากเมื่อได้มาแสดงละครเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ต่างไปจากละครเรื่องอื่นๆ
รวมทั้งเสน่ห์แบบที่เห็นจากภาพยนตร์ ‘น้อง.พี่.ที่รัก’ อีกด้วย
ในขณะที่พระเอกของเรื่องอย่าง ณเดชน์ แม้ว่าจะรับบทบาทที่ไม่ต่างจากเรื่องก่อนๆ สักเท่าไหร่
เพราะนี่เป็นอีกครั้งที่เขาได้แสดงเป็น ‘ทหาร’ แต่ด้วยเคมีและความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในคาแรกเตอร์
กลับทำให้เราไม่ได้รู้สึกเบื่อเลยสักนิดเวลาเห็นเขาแสดง แม้กระทั่งตอนที่ทำตัวซึนๆ เหมือนไม่ได้สนใจนางเอกของเรื่อง
ซึ่งคนส่วนใหญ่จะรู้สึกรำคาญกับเหตุการณ์แบบนี้ แต่ณเดชน์กับแสดงออกมาได้ค่อนข้างลงตัว
ไม่น่าเยอะจนน่าหงุดหงิดและก็ไม่น้อยจนเกิดไปเลย
สำหรับเรื่องราวของ The Crown Princess ลิขิตรัก เล่าเรื่องราวของเจ้าหญิงอลิซ มาเดอลีน (ญาญ่า
อุรัสยา) รัชทายาทของประเทศแห่งหนึ่ง ซึ่งมีโอกาสได้ครองบัลลังก์ต่อไปในอนาคต
กลับโดนอีกหนึ่งกลุ่มอำนาจในวังหลวงพยายามสังหารเธอ เพื่อยึดครองอำนาจภายในวังและควบคุมประเทศแทน
แต่ในระหว่างการหลบหนีก็ได้พบกับนาวาตรีดวิน สมุทรยากร (ณเดชน์) ที่บังเอิญไปเที่ยวแถวนั้นพอดี
จึงเข้าให้การช่วยเหลือจนเจ้าหญิงรอดชีวิตกลับไปได้
ทว่าการพบกันครั้งนั้นได้ทำให้ชีวิตของทั้ง 2 คนต้องเชื่อมโยงถึงกันอย่างคาดไม่ถึง
แถมยังทำให้ทั้งสองคนเกิดความรู้สึกดีๆ ให้แก่กัน จนกลายเป็นความรักที่ไม่อาจเป็นจริง
เพราะด้วยชนชั้นที่แตกต่างกันจนเกินไป
แน่นอนว่าละครเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องรักโรแมนติกอย่างเดียวเท่านั้น
แต่ยังมีเรื่องราวความดราม่าภายในครอบครัวและความรักของคู่พระนาง
และที่สำคัญคือฉากแอกชั่นที่มั่นใจได้เลยว่าไม่แพ้ละครบู๊เรื่องอื่นๆ อีกด้วย…