The Crown Princess ละครเรื่องใหม่ที่จะทำให้ตกหลุมรัก ‘ณเดชน์-ญาญ่า’

เชื่อเถอะว่าหลายคนน่าเริ่มรู้สึกเบื่อและเอียนการจับคู่ ‘ณเดชน์ คูกิมิยะ’ กับ ‘ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์’
ในละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 ไม่มากก็น้อย เพราะด้วยเคมีของตัวนักแสดงและพลังจิ้นของแฟนคลับ
เป็นเหมือนกับแรงกดดันกลายๆ ให้ผู้จัดละครตัดสินใจจับนักแสดงทั้ง 2 คนมาประคู่กันอยู่บ่อยๆ
จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมตามกระทู้ในเว็บไซต์ Pantip.com
ถึงมีเสียงบ่นให้เห็นกันประปรายทุกครั้งที่นักแสดงทั้งร่วมงานกัน
แต่เชื่อเถอะว่าถ้าทุกคน แน่นอนว่ารวมถึงคนที่รู้สึกเบื่อที่จะเห็นณเดชน์กับญาญ่า แสดงละครร่วมกัน
มีโอกาสได้ดู The Crown Princess หรือชื่อไทยคือ ลิขิตรัก ละครเรื่องใหม่ทางช่อง 3 ของทั้งสองคน
คุณจะเปลี่ยนใจกลับมาหลงรักนักแสดงทั้งสองคนอีกครั้งอย่างไม่ตั้งใจเลยจริงๆ
เพราะอันดับแรกสุดคือ ญาญ่า ที่ต้องรับบทเจ้าหญิงของประเทศหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมหรือบุคลิกการวางตัวในเรื่อง
ช่างเต็มไปด้วยความสวยงามและมีออร่าจนคิดว่านี่คือเจ้าหญิงจริงๆ เลยด้วยซ้ำไป
อาจเรียกได้ว่าเธอมีเสน่ห์มากเมื่อได้มาแสดงละครเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ต่างไปจากละครเรื่องอื่นๆ
รวมทั้งเสน่ห์แบบที่เห็นจากภาพยนตร์ ‘น้อง.พี่.ที่รัก’ อีกด้วย
ในขณะที่พระเอกของเรื่องอย่าง ณเดชน์ แม้ว่าจะรับบทบาทที่ไม่ต่างจากเรื่องก่อนๆ สักเท่าไหร่
เพราะนี่เป็นอีกครั้งที่เขาได้แสดงเป็น ‘ทหาร’ แต่ด้วยเคมีและความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในคาแรกเตอร์
กลับทำให้เราไม่ได้รู้สึกเบื่อเลยสักนิดเวลาเห็นเขาแสดง แม้กระทั่งตอนที่ทำตัวซึนๆ เหมือนไม่ได้สนใจนางเอกของเรื่อง
ซึ่งคนส่วนใหญ่จะรู้สึกรำคาญกับเหตุการณ์แบบนี้ แต่ณเดชน์กับแสดงออกมาได้ค่อนข้างลงตัว
ไม่น่าเยอะจนน่าหงุดหงิดและก็ไม่น้อยจนเกิดไปเลย
สำหรับเรื่องราวของ The Crown Princess ลิขิตรัก เล่าเรื่องราวของเจ้าหญิงอลิซ มาเดอลีน (ญาญ่า
อุรัสยา) รัชทายาทของประเทศแห่งหนึ่ง ซึ่งมีโอกาสได้ครองบัลลังก์ต่อไปในอนาคต
กลับโดนอีกหนึ่งกลุ่มอำนาจในวังหลวงพยายามสังหารเธอ เพื่อยึดครองอำนาจภายในวังและควบคุมประเทศแทน
แต่ในระหว่างการหลบหนีก็ได้พบกับนาวาตรีดวิน สมุทรยากร (ณเดชน์) ที่บังเอิญไปเที่ยวแถวนั้นพอดี
จึงเข้าให้การช่วยเหลือจนเจ้าหญิงรอดชีวิตกลับไปได้
ทว่าการพบกันครั้งนั้นได้ทำให้ชีวิตของทั้ง 2 คนต้องเชื่อมโยงถึงกันอย่างคาดไม่ถึง
แถมยังทำให้ทั้งสองคนเกิดความรู้สึกดีๆ ให้แก่กัน จนกลายเป็นความรักที่ไม่อาจเป็นจริง
เพราะด้วยชนชั้นที่แตกต่างกันจนเกินไป
แน่นอนว่าละครเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องรักโรแมนติกอย่างเดียวเท่านั้น
แต่ยังมีเรื่องราวความดราม่าภายในครอบครัวและความรักของคู่พระนาง
และที่สำคัญคือฉากแอกชั่นที่มั่นใจได้เลยว่าไม่แพ้ละครบู๊เรื่องอื่นๆ อีกด้วย…

Suicide Squad ทีมพลีชีพมหาวายร้าย

Suicide Squad
ชื่อภาษาไทย : ทีมพลีชีพ ซูเปอร์มหาวายร้าย
ประเภท : ภาพยนตร์
แนว : แอคชั่น
ผู้กำกับ : David Ayer
ผู้แต่ง : John Ostrander
ผู้ผลิต : Warner Bros. และ DC Entertainment
ฉาย : 4 สิงหาคม 2016
เราคงเห็นซุปเปอร์ฮีโร่กู้โลกจนเบื่อ มาเปลี่ยนแนวกันบ้าง !
‘งานนี้สะเทือนวงการหนังฮีโร่เลยทีเดียว
เมื่อตัวร้ายที่มีพลังพิเศษที่ถูกคุมขังและถูกเรียกตัวมาทำภารกิจอันตรายเพื่อแลกกับการได้รับการลดหย่อนโทษใน Suicide Squad
ทีมพลีชีพมหาวายร้าย จากค่าย DC Comics สนุกเกินคาดเลยทีเดียว
Suicide Squad ทีมพลีชีพ ซูเปอร์มหาวายร้าย “สนุก มันส์ บ้า ฮา เคล้าน้ำตา ซึ้งตรึงใจ”
ครบครันในเรื่องเดียวและภาพยนตร์เรื่องนี้ DC คอมมิคส์ที่เพิ่งแป็กสดๆ ร้อนๆ มาจากหนัง “ซุปเปอร์แมนปะทะ แบทแมน”
คงมีการคิดว่าหนังฮีโร่มันออกมามากไปลองมาเปลี่ยนแนวเอาวายร้ายมากู้โลกกันบ้างดีกว่า
ตัวอย่าง https://youtu.be/UZOAtKoamzQ
เรื่องย่อ
เมื่อเหล่าบรรดาดาวร้ายได้รับโอกาสจากทางรัฐบาลในการไถ่โทษให้ออกมาวิ่งล่นนอกเรือนจำในฐานะ
ข้ารับใช้ของรัฐมาปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายที่มีโอกาสรอดน้อยนิดเมื่อพวกเขาต้องต่อสู้กับวิญญาณแม่มดร้ายที่หลุด
จากการควบคุม เหล่าตัวร้ายจึงต้องร่วมมือกันแต่ใช้ว่ากับทุกคนอย่างอแมนดา
แฟนสุดรักของโจ๊กเกอร์ที่ได้รู้ข่าวว่าแฟนออกจากคุกก็รีบไปช่วยทันที แต่อแมนดา
ดันหนีไม่รอดทำให้เขาต้องอยู่ช่วยทีมจนกว่าจะจบภารกิจจะสนุกขนาดไหนไปรับชม…

ภาพยนต์.อนิเมะ. เปิดประวัติขุนพันธรักษ์ราชเดช จากหนังเรื่องขุนพันธ์2

เรื่องราวของ ขุนพันธรักษ์ราชเดช ชื่อเดิม บุตรพันธรักษ์สุดยอดนายตำรวจของเมืองไทย
ที่ได้สร้างคุณงามความดีมากมายในอดีตที่ผ่านมาผ่านการปราบโจรผู้ร้ายมาทั่วประเทศไทย
ทั้งในภาคใต้เเละภาคกลางโจรผู้ร้ายที่โด่งดังในอดีตที่ผ่านมา
ได้ผ่านการปราบปรามจาก ขุนพันธรักษ์ราชเดช ทั้งนั้น
พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช เกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช
ในปี2446 เเละจากนั้นเติมโตมาก็ได้เข้าสู่เส้นทางการเป็นตำรวจ
ตามที่ใจต้องการ เเละการเป็นตำรวจของ ขุนพันธรักษ์ราชเดช
ท่านเป็นตำรวจที่ดีอย่างมากเเละยังเป็นตำรวจที่มีความเก่งกาจในด้านการปราบเเล้วยังเก่งในเรื่องของวิชาอาคมอีกด้วย
จนโจรต่างๆต้องยอมสยมเเก่นายตำรวจผู้เก่งกาจผู้นี้
จากเริ่มเเรก ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้ปราบโจรในภาคใต้ ที่โด่งดังคือ
“อะเวสะดอตาเละ” เป็นโจรที่มีความโหดร้ายอย่างมาก
ฟันเเทงไม่เข้าเเละยังยิงไม่เข้าอีกด้วยถือว่าเป็นจอมโจรที่มีวิชาเก่งกล้าอย่างมาก เเละทาง ขุนพันธรักษ์ราชเดช ตอนนั้นชื่อ บุตร พันธรักษ์
ได้จัดการปราบ “อะเวสะดอตาเละ” จนต้องพ่ายไปเเละเมืองปัตตานี
กลับมาสงบอีกครั้ง จนทาง บุตร พันธรักษ์ ได้รับสมยานามว่า “รายอกะจิ”
ซึ่งแปลว่า “อัศวินพริกขี้หนูเเละต่อมาได้รับราชทินนามว่าขุนพันธรักษ์ราชเดช จากนั้นเป็นต้นมา
เเละใน ปีพ.ศ. 2486 ขุนพันธรักษ์ราชเดชได้ย้ายไปเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรที่จังหวัดพิจิตร
ได้ทำความดีความชอบเรื่อยมา และได้ปราบปรามโจรผู้ร้ายมากมาย คือเสือโน้ม หรืออาจารย์โน้ม จึงได้รับพระราชทานยศเป็นพันตำรวจตรี
พ.ต.ต. ปีพ.ศ. 2489เเละย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท
ได้ปะทะและปราบปรามเสือร้ายหลายรายทั้ง เสือฝ้าย เสือย่อง เสือผ่อน
เสือครึ้ม เสือปลั่ง เสือใบ เสืออ้วน เสือดำ เสือไหว เสือมเหศวร เป็นต้น
เเละในเวลาต่อมา พ.ศ. 2491จังหวัดพัทลุงมีโจรผู้ร้ายชุกชุมราษฎรชาวพัทลุงนึกถึงท่านขุนพันธ์ฯ
จึงลงชื่อกันทำหนังสือร้องเรียนต่ออธิบดีกรมตำรวจผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอตัวขุนพันธ์ฯ
กลับพัทลุงเพื่อปราบปรามโจรผู้ร้ายจึงได้ย้ายมาเป็นผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุงอีกครั้ง
เเละได้ปราบปรามเสือร้ายไปหลายคนหลังจากนั้นทาง ขุนพันธรักษ์ราชเดช
ได้กลับไปรับราชการที่นครศรีธรรมราชบ้านเกิดก็ได้ปราบโจรอีกหลายราย
เเละมีโจรอยู่ประมาณสิบรายที่ยังอาระวาดอยู่เเละท่านได้บอกว่าจะจัดการขั้นเด็ดขาดหากไม่เลิกเป็นโจรขอให้ไปบวช
เเละโจรทุกคนก็ไปบวชเเละมีอยู่รายเดียวคือ เสือข่อย ที่ไม่ยอมเลิกทำให้
ขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้จัดการขั้นเด็ดขาดทำให้บ้านเมืองกลับมาสงบสุข
หลังจากเกษียรราชการ ขุนพันธรักษ์ราชเดช ก็ได้กลับไปอบู่ที่บ้าน
นครศรีธรรมราช เเละเคยเป็น เคยเป็น ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์
ในปีพ.ศ.2512 นอกจากนี้ ขุนพันธรักษ์ราชเดช
ยังได้สร้างคุณงามความดีมากมาย ทั้งการเป็นเจ้าพิธีต่างๆ
ในการสร้างบุญสร้างกุศลให้กับวัดวาอาราม
เเละทุกคนในชุมชนได้ยกย่องให้ท่านคือคนดีของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชเเละเเผ่นดินไทย
เเละด้วยความสุดยอดของ ขุนพันธรักษ์ราชเดช
จึงได้นำประวัติมาทำเป็นภาพยนต์ในชื่อขุนพันธ์2
เเละจะเข้าฉายในวันที่23ส.ค.61 นี้…

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1969 : Butch Cassidy and the

Sundance Kidย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1969
เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น Butch Cassidy and
the Sundance Kid หรือ สองสิงห์ชาติไอ้เสือ
ภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องจริงของ แกงค์ไวลด์บั๊นซ์
ที่ออกปล้นรถไฟในสหรัฐอเมริกา ภายใต้ฝีมือการกำกับของ จอร์จรอย ฮิลล์
เรื่องราวในภาพยนตร์เริ่มต้นตอนที่ บุทช์ คาสซิดี้
เจ้าของฉายา “โรบิน ฮู้ด ตะวันตก” และ ซันแดนซ์ คิด รู้จักกัน
และตั้งแก๊งค์ปล้นขึ้นแล้ว โดย บุทช์ เข้ามาดูลาดเลาที่ธนาคาร
แต่ปรากฏว่ามีการป้องกันอย่างแข็งแรง ขณะที่ ซันแดนซ์เล่นไพ่อยู่อีกที่หนึ่ง
เมื่อ บุช เห็นว่าธนาคารปล้นลำบาก ก็เลยชวน ซันแดนซ์กลับรังโจร ซึ่งเป็นช่วงที่ ซันแดนซ์
กำลังจะดวลปืนกับขาไพ่ที่หาว่าเค้าเล่นโกงแต่เมื่อรู้ว่าเจ้าหนูนั่นคือ ซันแดนซ์
เหล่าโจรทั้งหลายจึงยอมก้มหัวหลบให้จากนั้นเรื่องราวตัดไปที่รังโจร
ซึ่งในหนังเรียกชื่อแกงค์ของพวกเค้าว่า The Hole in the Wall
ไม่ได้เรียกว่า Wild Bunch ตามหน้าประวัติศาสตร์ สถานที่ที่ บุทช์
ถูกลูกน้องท้าประลองเพื่อจะตั้งตัวเป็นหัวหน้าใหม่ แต่ บุทช์ก็สามารถปราบลงได้
แล้วพวกเขาทั้งหมดก็มุ่งหน้าไปปล้นรถไฟของบริษัทยูเนี่ยนแปซิฟิค ก่อน บุทช์ และ ซันแดนซ์
จะแยกจากลูกน้องเข้ามาหลบในเมือง
พร้อมกับจิบเบียร์แอบดูนายอำเภอประจำเมืองที่เรียกหาอาสาสมัคร
ออกตามล่าพวกเขา ทว่าไม่มีใครยอมไปด้วย
อย่างไรก็ตาม การออกปล้นครั้งต่อมา บริษัทยูเนี่ยน แปซิฟิค
ได้จ้างมือปราบ โจ ลาฟอส ซ้อนแผนมากับขบวนรถไฟ
เพื่อตลบหลังพวกเขา ทำให้ บุทช์ และ ซันแดนซ์
ต้องหลบหนีหัวซุกหัวซุนไปจนถึงน้ำตก
จนผู้คนคิดว่าพวกเขากระโดดหน้าผาตายไปแล้วการรอดตายแบบหวุดหวิด ทำให้ บุทช์ และ ซันแดนซ์
วางแผนหลบหนีไปยังโบลิเวียพร้อมทั้งใช้ชีวิตรับจ้างคุ้มกันเหมืองแลกกับข้าวปลาอาหาร
แต่ก็มิวายไปฆ่าโจรพื้นเมืองที่จะมาปล้นเหมืองจนผู้ว่าจ้างเข้าใจผิดว่าจะปล้นเอง จึงต้องหนีหัวซุกหัวซุนกันอีก
สุดท้ายเมื่อทางเลือกถูกบีบคั้น บุทช์ และ ซันแดนซ์จึงวางแผนออกปล้นขบวนขนเงินของเหมืองอีกครั้ง
และกลายเป็นการปล้นที่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์
ของสองเสือในตำนานของสหรัฐอเมริกา อย่าง บุทช์ คาสซิดี้ และซันแดนซ์ คิด
สรุปก็คือแม้ภาพยนตร์ Butch Cassidy and the
Sundance Kid จะไม่ได้สร้างตามไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์แบบเป๊ะๆแต่โดยรวมแล้วถือเป็นหนังที่ตอบโจทย์ได้ดี
โดยไม่จำเป็นต้องมีฉากแอ็คชั่นหรือเซ็กส์แบบโจ่งครึ่มล่อใจนั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ Butch Cassidy and the
Sundance Kid จะกวาดรายได้จากการเข้าฉายทั่วโลกไปกว่า150 ล้านดอลลาร์ จากงบประมาณเพียง 6 ล้านดอลลาร์
เรียกได้ว่าทะลุเป้าไปไกลมากและกลายเป็นหนึ่งในหนังขึ้งหิ้งของฮอลลีวู้ดจนถึงทุกวันนี้…

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1964 : Goldfinger

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1964
เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น Goldfinger หรือจอมมฤตยู 007 ภาพยนตร์ภาค 3 ในซีรี่ส์ เจมส์ บอนด์ และยังมี
ฌอน คอนเนอรี่ รับบทแสดงนำ ภายใต้มือการกำกับของ กายฮามิลตัน
โดย Goldfinger หรือ จอมมฤตยู 007ถือเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดเรื่องหนึ่งในซีรี่ส์ เจมส์
บอนด์ เพราะใช้ทุนสร้างรวมทั้งหมดเพียง 3,000,000
ดอลลาร์สหรัฐ แต่กลับกวาดรายได้รวมทั้งหมด 124,900,000ดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ Goldfinger หรือ จอมมฤตยู 007
ยังถือเป็นต้นแบบของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ทุกภาคหลังจากนี้เพราะมีแนวทางในการเล่าเรื่องเป็นสูตรสำเร็จ
รวมไปถึงภาพยนตร์สายลับเรื่องอื่นๆที่ลอกเลียนแบบไทม์ไลน์ไปใช้ด้วย
กล่าวคือ Goldfinger หรือ จอมมฤตยู 007 เปิดเรื่องด้วย
เจมส์ บอนด์
จะต้องปฏิบัติภารกิจที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่องในตอนนั้น
แล้วจึงไปรับงานจาก M ต่อด้วยหยอกกับ มิสมันนี่เพนนี
ตามด้วยรับของจาก Q จึงออกไปเจอผู้ร้ายกับสาวบอนด์
และต่อสู้กันในช่วงท้ายอย่างไรก็ตาม
นอกจากไทม์ไลน์ในการเล่าเรื่องที่ถือเป็นต้นแบบของหนังสายลับแล้ว Goldfinger หรือ จอมมฤตยู 007
ยังเป็นภาพยนตร์ที่มีฉากบู๊ดุดันมากที่สุดเรื่องหนึ่ง
อีกทั้งยังแฝงอารมณ์ได้อย่างลงตัว ไม่นับรวมอุปกรณ์ไฮเทคของ
เจมส์ บอนด์ ที่มากขึ้น
ส่วนตัวร้ายอย่าง อูริค โกลด์ฟิงเกอร์
ก็ได้รับการขนานนามว่าเป็นวายร้ายอมตะอันดับต้นๆ
ของวงการภาพยนตร์ เพราะไม่ได้หมายจะครองโลก
หากแต่ต้องการปั่นราคาทองเพื่อสร้างความร่ำรวยให้ตนเองเท่านั้น
ความโหดร้ายที่อิงกับวิถีชีวิตจึงดูสมจริงสำหรับผู้ชม
นอกจากนี้ Goldfinger หรือ จอมมฤตยู 007
ยังสร้างขึ้นโดยมองตลาด Hollywood เป็นหลัก เพราะนิยายของ
เอียน เฟลมมิ่ง ยังไม่เป็นที่รู้จักในอเมริกามากนัก
เรื่องราวทั้งหมดจึงดำเนินอยู่บนแผ่นดินลุงแซม ไล่ตั้งแต่ ไมอามี่,
ฟลอริด้า, ฟอร์ท น็อกซ์ และ เคนตัคกี้
อีกทั้ง Goldfinger หรือ จอมมฤตยู 007
ยังมีตัวละครลับอย่าง เฟลิกซ์ ไลเทอร์ เจ้าหน้าที่ CIA ชาวอเมริกัน
ที่เคยปรากฎตัวในภาคแรก Dr. No กลับมาร่วมแสดงด้วย
เรียกว่าเอาใจสาวก เจมส์ บอนด์ กันสุดฤทธิ์
ปิดท้ายที่พระเอกอย่าง เจมส์ บอนด์
ที่กลายเป็นมนุษย์ธรรมดาอีกครั้ง ทำอะไรก็ผิดพลาดอยู่เสมอ
และต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์เฉียดตายต่างๆ
ซึ่งความซวยพวกนี้ล้วนเกิดจากความเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ
และคิดว่าตัวเองสามารถควบคุมทุกสิ่งอย่างได้
ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมา ทำให้ Goldfinger หรือ จอมมฤตยู
007 คือสุดยอดภาพยนตร์แห่งปี 1964 อย่างไม่ต้องสงสัย
แถมหนังเรื่องนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจให้ โกโช อาโอยาม่า
แต่งการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง Detective Conan หรือ ยอดนักสืบจิ๋วโคนันขึ้นมาด้วย…

ภาพยนต์

โอตาคุน่องเหล็ก

‘โอตาคุน่องเหล็ก’ การ์ตูนน้ำดีที่สร้างแรงบันดาลใจให้นักปั่นได้ดี
สำหรับมือใหม่หัดปั่นที่รู้สึกท้อแท้กับการปั่นจักรยาน เพราะไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน
ก็ไม่สามารถทำความเร็วได้เท่ากับคนอื่นๆ ในกลุ่มสักที จนรู้สึกอยากปั่นให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย
เราแนะนำให้วางจักรยานไว้สักพัก แล้วหาหนังสือการ์ตูนเรื่อง ‘โอตาคุน่องเหล็ก’ ผลงานการเขียนของ ‘วาตารุ
วานาตาเบะ’ มานั่งอ่านนอนอ่านกันก่อนสักพักหนึ่ง
เพราะการ์ตูนเรื่องนี้เป็นการ์ตูนเกี่ยวกับการปั่นจักรยาน
ที่ไม่ได้มีดีเพียงแค่ภาพสวยและฉากแอคชั่นดุเดือดเพียงเท่านั้น แต่คาแรกเตอร์ส่วนใหญ่ในการ์ตูนโอตาคุน่องเหล็ก
สามารถแรงบันดาลใจหลายอย่างให้กับคนอื่น ไม่ว่าคุณจะเป็นนักปั่นหรือไม่ได้เป็น หากได้อ่านการ์ตูนเรื่องนี้
คุณจะได้รับพลังด้านบวกกลับมามากมาย ยิ่งถ้าคุณเป็นนักปั่นอยู่แล้ว
คุณจะยิ่งอินและเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของตัวละครมากขึ้น
เรื่องราวของโอตาคุน่องเหล็ก เปิดขึ้นรอบตัวของ โอโนดะ ซากามิชิ นักเรียนมัธยมฯ โรงเรียนโซโฮคุ
ผู้เป็นโอตาคุตัวจริงเสียงจริง ที่ได้รับการชักชวนให้เข้าเป็นสมาชิกชมรมจักรยาน
ทำให้เขาได้ตระหนักถึงพรสวรรค์ในการขี่จักรยานขึ้นเขาของตัวเอง
จนกลายมาเป็นอีกหนึ่งสมาชิกคนสำคัญของทีมในที่สุด
แต่คำถามคือโอโนดะเก่งเรื่องการปัญจักรยานขึ้นเขามาตั้งแต่เกิดหรือเปล่า แน่นอนว่าคำตอบคือ ‘ไม่’
เพราะสิ่งที่ทำให้เขามีความสามารถในการปั่นจักรยานขึ้นเขานั้น เกิดจากความเป็นโอตาคุของเขานั่นเอง
เพราะด้วยความชื่นชอบทราคอน (การ์ตูนเรื่องหนึ่งในโอตาคุน่องเหล็ก) เป็นการส่วนตัวในระดับโอตาคุตัวยง
บวกกับเมืองที่เขาอยู่ค่อนข้างห่างไกลจากอากิฮาบาระ แหล่งรวมร้านขายของสำหรับโอตาคุมากพอสมควร
ทำให้เขาต้องปั่นจักรยานจากเมืองที่อยู่อาศัย ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นเขาชัน ไปกลับอากิฮาบาระอยู่บ่อยๆ
เพราะไม่อยากเสียเงินค่ารถไฟ ด้วยจักรยานจ่ายตลาดมาตลอดหลายปี
ทำให้ร่างกายของเขาคุ้นชินและมีพละกำลังมากพอต่อการผันตัวเองไปเป็นนักปั่นจักรยาน
แต่ก็ไม่ใช่แค่ตัวละครโอโนดะเท่านั้นที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนอ่านที่เป็นนักปั่นได้
เพราะในเรื่องยังมีตัวละครอีกหลายตัวที่นักปั่นมือใหม่ควรเอาเป็นแบบอย่างในการเริ่มต้นปั่นจักรยานอย่างจริงจัง…

ภาพยนต์

The Soul Keeper

The Soul Keeper ชู้รักของคาร์ล จุง
ความหวือหวาของชื่อภาษาไทย ความรัก ตัณหา ไฟสงคราม และความร้อนแรงของรูปที่อยู่บนปกแผ่น
ชายหญิงเปลือยกายกอดก่ายกันแนบแน่น ทำให้อดใจไม่ไหวซึ่ง อดใจไม่ไหวจึงของแนะนำ The Soul Keeper หนัง
R ที่อุดมไปด้วยฉากรักที่ดุเดือดมาเล่นให้ฟัง
หนังเรื่องนี้เค้าโครงมาจากเรื่องจริงตัวละครที่นำเสนอภาพที่เข้มขนของ ซาบิน่า สปินไรด์ ผู้ป่วยโรคจิต
ซึ่งกลายมาเป็นคนไข้ ชู้รักและผู้ดูแลวิญญาณของ คาร์ล จุง นักจิตวิเคราะห์ชื่อดัง
ตัวละครที่เอ่ยมามรตัวตนจริงอยู่บนโลกแม้หนังจะโฟกัสไปที่ชีวิตของ ซาบิน่า
เป็นด้านหลักแต่ความสัมพันธ์อันลึกล้ำที่เธอมีกับ คาร์ล จุง ที่มีชื่อเสียงโด่งดังให้เราเห็ฯมากขึ้นนอกจากความคิด ทฤษฏี
และผลงานของของ เท่าที่เคยรู้และเรียนมา
ความสัมผัสระหว่าง คาร์ลจุง กับ ซาบิน่า เกิดขึ้นในฐานะชู้รัก เพราะตอนที่มีความสัมพันธ์กัน จุง
มีลูกเมียแล้วแต่ความใกล้ชิดและฤทธิ์บ้าเซ็กส์ทำให้ทั้งคู่ผวาสู่อ้อมแขนขาของกันปรนแปรอสรสวาทให้แก้กันจนหนำใจ
ก่อนจะแยกทางไปด้วยความเจ็บปวดเพื่อรักษาสถานภาพและชื่อเสียงของ คาร์ล จุง
อย่างไรก็ตามทั้งคู่ยังรักกันคิดถึงกัน
ติดต่อกันผ่านทางจดหมายและจิตวิญญาณหลังจากหายป่วยซาบิน่าก็แต่งงานกับเพื่อที่เรียนหมอมาด้วยกัน
จากนั้นจึงพาสามาถและลูกสาวย้ายไปอยู่รัสเซียบ้านเกิดของ ซาบิน่า ในช่วงปฏิวัติสังคมสมัยผู้น้ำอย่าง เลนิน
เธอได้นำความรู้ด้านจิตวิทยาที่ได้ร้ำเรียนมาไปเปิดโรงเรียนเด็กกำพร้าที่นำทฤษฏีด้านจิตบำบัดเข้ามาใช้
แต่ก็ถูกสั่งปิดและทำลายทิ้งในเวลาต่อมา ซาบิน่า ซึ่งมีเชื้อยิว
ถูกฆ่าตายใต้เงื้อมมือของนาซีช่วงเยอรมันบุกรัสเซียจบชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสันอันร้องแรงของกระสุนในสงคราม
ความจริงหนังก็ตั้งชื่อไทยได้ตรงกับเนื้อเรื่อง นั้นคือ ความรัก ในช่วงต้น ช่วงที่ คาร์ล จุง รักษาซาบิน่า
รักษาด้วยตัณหา เซ็ก และความสวาทอันร้อนแรงในไฟสราม
ซึ่งดึงซาบิน่ากลับสู่รัสเซียและพรากชีวิตของเธอไปจากโลกในท้ายสุด…

ภาพยนต์

Anime จากประเทศญี่ปุ่นมากมาย

Anime ที่น่าสนใจในปี 2018
ใน ปี 2018 นี้ได้มี Anime จากประเทศญี่ปุ่นมากมายหลายร้อยเรื่องที่ได้เข้ามาฉายและต่อจากนี้จะเป็น 10
อันดับ Anime ที่น่าสนใจประจำปี 2018
5 Cardcaptor Sakura: Clear Card-hen
เรื่องย่อ: ช่วงมัธยมต้น ซากุระได้ฝันประหลาดที่พบคนในชุดคลุม
แล้วพบว่าอัลบั้มการ์ดที่สะสมมากลับว่างเปล่าไม่เหลือการ์ดที่เคยสะสมมา ทำให้เธอและเพื่อนต้องหาเหตุผล
เธอยังได้พบศัตรูตนใหม่ เมื่อชนะได้กลับได้รับการ์ดใส ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
การ์ด แคปเตอร์ซากุระ หรือ ซากุระมือปราบไพ่ทาโรต์ นั้นเป็นอีกเรื่องที่ผมจะแนะนำเลยครับ
เพราะเป็นการ์ตูนในตำนานที่ทุกคนรู้จัก เป็นเรื่องเกี่ยวกับการตอนสู้ที่ตัวเอกเป็นเด็กสาวคนหนึ่ง
ที่ต้องตามหาการ์ดที่หายไปให้ครบ ขนาดพี่ในที่ฝึกงานผมยังแนะนำให้ดูเลย
ผมก็คิดว่าผู้อ่านทุกท่านก็น่าจะชอบและลองหาดูกันนะครับ ว่าทำไมพี่ในที่ฝึกงานผมถึงแนะนำให้ดู
มันสนุกอย่างไงลองไปหาคำตอบ
4 Junji Ito Collection
ผลงานเรื่องนี้เป็นการรวมผลงานสั้นแนวสยองขวัญของ อิโต้ จุนจิ
โดย ผลงานเรื่องสั้นนี้มีหลายเวอร์ชั่น เวอร์ชั่นล่าสุดเป็นปี 2013 เป็นเวอร์ชั่นเล่มใหญ่ 11 เล่มจบ
ในไทยจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์รักพิมพ์ในชื่อ คลังสยอง
เล่ม 1 และ 2: โทมิเอะ
เล่ม 3: โซอิจิ
เล่ม 4: รักที่ทรมานของคนตาย
เล่ม 5: บ้านที่อยู่ของทหารหนีทัพ
เล่ม 6: ตรอกมรณะ
เล่ม 7: รูปปั้นไร้หัว
เล่ม 8: เสียงครวญจากท่อน้ำทิ้ง
เล่ม 9: เมืองแห่งป้ายสุสาน
เล่ม 10: แฟงเกนสไตน์
เล่ม 11: บี้!!!
3.Gin no Guardian 2nd Season
เรื่องย่อ: (ภาคแรก) “ริคุ ซุยกิน” ชายที่ฐานะยากจน เขาได้รู้จัก “ริคุ เรย”์ คุณหนูผู้ร่ำรวย
ทั้งสองสนิทกันจากเกม จนเธอเสีย “ยูกิ” พ่อบุญธรรมจากการฆาตกรรม ทำให้เขาได้ทราบเรื่องที่เขาเป็นหลานแท้
ๆ ของยูกิที่ทิ้งมรดกและอุปกรณ์เข้าเกมใหม่ในโลกเสมือนจริง Grave Buster ไว้ให้ เรย์ถูกลักพาตัวจากชายที่ชื่อ
“เทย์มุจิน” ที่ให้ซุยกินไปพบเขาในเกม เขาจึงต้องตามไปช่วยเธอในเกมที่มีการใช้เงินจริง
เขาอยู่ฝ่ายผู้พิทักษ์สุสานที่แทบไม่เหลือใคร ต้องสู้กับเหล่านักล่าสุสาน
ในฐานะหนึ่งผู้เล่นที่มีเงินในเกมเกินพันล้านเยน
2. Nanatsu no Taizai: Imashime no Fukkatsu (Season 2)
กลุ่มอัศวินแห่งบาปทั้ง 7 อดีตเหล่านักโทษผู้ก่อคดีและถูกตีตราสัญลักษณ์ของบาป 7 ประการบนร่าง
วันหนึ่งพวกนั้นถูกกล่าวหาว่ากำลังวางแผนยึดครองอาณาจักร จึงถูกเนรเทศจากเมือง เวลาผ่านไป 10 ปี
ได้เกิดการก่อรัฐประหารครั้งใหญ่ ราชาถูกจับกุมโดยกลุ่มอัศวินศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นพวกที่ใช้อำนาจข่มขู่ ประชาชน
“เจ้าหญิงอลิธซาเบธ” ได้ออกตามหากลุ่มอัศวินทั้ง 7 เพื่อขอความช่วยเหลือ เธอได้พบ “เมลิโอดาส” เจ้าของบาร์
Boar Hat แต่เขากลับเป็นหัวหน้าของเหล่าอัศวินแห่งบาป ผู้ที่มีสัญลักษณ์ของมังกรแห่งโทสะบนร่าง

หลังจากได้เห็นความตั้งใจของอลิธซาเบธที่ต้องการช่วยบิดา เขาตัดสินใจที่จะออกตามหาเหล่าอัศวินแห่งบาปอีก 6
คนที่แยกย้ายกันไปเมื่อสิบปีก่อน หลังจบศึกใหญ่ในอาณาจักร “ลีโอเนส”
ราชาได้เห็นภาพนิมิตรถึงหายนะที่กำลังจะเกิดในเมืองหลวงคาเมลอท
พวกเมลิโอดาสออกเดินทางต่อพร้อมปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นในกลุ่มของเขา
1.Yowamushi Pedal: Glory Line (Season 4)
เรื่องย่อ: “โอโนดะ ซากามิจิ” นักเรียนหนุ่มปีหนึ่งขี่จักรยานไปแถวอากิบาฮาระบ่อยครั้งตั้งแต่เด็กด้วย
จักรยานแม่บ้านธรรมดา ๆ ต้องขึ้นเขาและทางลาดชันไปกลับร่วม 90 กิโลเมตร
กลายเป็นการฝึกฝนของเขาที่ไม่เคยรู้ตัวมาก่อน “อิมาอิซึมิ จุนสุเกะ” ที่ฝึกฝนเพื่อเป็นนักปั่นจักรยานมือโปร
ได้สังเกตเห็นทักษะที่ไม่ธรรมดาและต้องการแข่งกับเขา ซึ่งทำให้เขาได้ก้าวสู่โลกของการแข่งขันจักรยาน
ต่อเนื่องจากการแข่งวัน แรกของอินเตอร์ไฮในอนิเมะซีซั่นสาม
เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันหลายอย่างที่เป็นอุปสรรคให้กับหลายโรงเรียน
ช่วงท้ายของการแข่งระหว่างแต่ละโรงเรียนที่เข้มข้นกำลังจะถึงจุดไคล์แม็กซ์…