ภาพยนต์

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1993 : Jurassic Park

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1993
เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น Jurassic Park หรือ
กำเนิดใหม่ไดโนเสาร์ ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนิยายของ ไมเคิล
ไครชตัน ภายใต้ฝีมือการกำกับของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก พ่อมดฮอลลีวู้ด
ภาพยนตร์เรื่อง Jurassic Park หรือ กำเนิดใหม่ไดโนเสาร์
กล่าวถึงเรื่องราวของงเศรษฐีระดับโลก
ผู้ต้องการสร้างสวนสัตว์ที่เหนือจินตนาการ
ราวกับทำให้ความฝันของตนนั้นกลายเป็นความจริงแก่เด็กทั้งโลก
จากการค้นพบฟอสซิลยุงในยุคดึกดำบรรพ์ที่ถูกสตาฟไว้ในก้อน อำพัน
ด้วยวิทยาการสมัยใหม่ ทำให้สามารถดึงเอา DNA
ของไดโนเสาร์ที่ยุงนั้นดูดเลือดไป
มาทำการเพาะพันธุ์ไดโนเสาร์หลากสายพันธุ์ขึ้นมาได้
และโครงการสวนสัตว์จูราสสิก ปาร์ค ของมหาเศรษฐีวัยชรานาม
จอห์น แฮมมอนด์ แห่งบริษัท InGen บนเกาะ Isla Nublar
ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ปาร์คจะเปิดทำการ จอห์น แฮมมอนด์
ได้ให้เกียรติรับเชิญบุคลากรสำคัญในแวดวงบรรพชีวิน
นักวิทยาศาสตร์ และทนายความ
ให้เข้าเยี่ยมชมภาพรวมของปาร์คเป็นคนกลุ่มแรกของโลก
แต่ช่วงเวลานั้นกลับประจวบเหมาะกับที่พนักงาน IT
ใจคดคนหนึ่งของศูนย์วิจัยในปาร์ค ต้องการนำ DNA
ไดโนเสาร์ที่สกัดมาได้ไปขายแก่นายทุนคู่แข่ง
จึงได้แฮ็คระบบรักษาความปลอดภัย และตัดไฟของปาร์คทั้งหมด
เพื่อขโมยขวดบรรจุ DNA เหล่านั้นออกจากเกาะแห่งนี้
เรื่องดังกล่าวนำมาสู่ความหายนะ
เมื่อพายุเฮอริเคนเข้าถล่มเกาะในคืนตัดไฟพอดิบพอดี
เมื่อรั้วไฟฟ้าที่กั้นไดโนเสาร์สิ้นศักยภาพ
ท่ามกลางความมืดมิดของพายุฝนบนเกาะที่ไม่มีทางออก
เหล่าผู้โชคร้ายทั้งหลายจึงจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับเหล่าสัตว์โลก
ล้านปีที่ทั้งอ่อนโยนใจดี และดุร้ายอันตรายกว่าสัตว์ร้ายใดๆ
ที่เคยมีมาในโลกใบนี้ พร้อมเอาตัวรอดจากเกาะใบนี้ให้ได้
แน่นอนว่าด้วยเนื้อเรื่องที่แปลกใหม่
และเทคนิคการถ่ายทำที่ยอดเยี่ยมของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก ทำให้
Jurassic Park หรือ กำเนิดใหม่ไดโนเสาร์
กลายเป็นภาพยนตร์ยอดนิยมแห่งปีภายในระยะเวลารวดเร็ว
ทำรายได้ถล่มทลายทุกประเทศที่เข้าฉาย
ไม่แม้แต่เว้นประเทศไทย
นั่นทำให้ Jurassic Park หรือ กำเนิดใหม่ไดโนเสาร์
ทำสถิติเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้มากที่สุดในโลกนานถึง 3 ปี
ก่อนที่จะถูกทำลายสถิติลงโดย สตาร์ วอร์ส ฉบับฉายใหม่ ในปี
1996 แต่ก็ยังทำรายได้มากที่สุดจนถึงปัจจุบันเป็นอันดับ 17 ของ
Box Office ทั่วโลก
นอกจากนี้ Jurassic Park หรือ กำเนิดใหม่ไดโนเสาร์
ยังคว้ารางวัลออสการ์ 3 สาขา มานอนกอด คือ
เทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม, ลำดับเสียงยอดเยี่ยม และ
บันทึกเสียงยอดเยี่ยม
คุณจึงไม่ควรพลาดหนังภาคแรกก่อนจะมีออกฉายจนถึงปัจจุบันรวมแล้ว 4 ภาค
เชื่อเถอะว่าแม้นเราอยู่ในยุคที่ผู้คนค้นพบวิวัฒนาการใหม่ๆ
ล้ำยุคไปมากกว่าการค้นพบไดโนเสาร์แล้ว
แต่การได้เห็นบรรพบุรุษยุคดึกดำบรรพ์ออกมาเคลื่อนไหวแบบสมจริง
การชม Jurassic Park หรือ กำเนิดใหม่ไดโนเสาร์
จะทำให้คุณต้องรีบหาภาคอื่นมาดูจนครบเลยทีเดียว…

ภาพยนต์

3 อนิเมะน่าสนใจแห่งปี

Cardcaptor Sakura: Clear Card-hen
เรื่องย่อ: ช่วงมัธยมต้น ซากุระได้ฝันประหลาดที่พบคนในชุดคลุม
แล้วพบว่าอัลบั้มการ์ดที่สะสมมากลับว่างเปล่าไม่เหลือการ์ดที่เคยสะสมมา ทำให้เธอและเพื่อนต้องหาเหตุผล
เธอยังได้พบศัตรูตนใหม่ เมื่อชนะได้กลับได้รับการ์ดใส ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน
การ์ดแคปเตอร์ซากุระ หรือ ซากุระมือปราบไพ่ทาโรต์ นั้นเป็นอีกเรื่องที่ผมจะแนะนำเลยครับ
เพราะเป็นการ์ตูนในตำนานที่ทุกคนรู้จัก เป็นเรื่องเกี่ยวกับการตอนสู้ที่ตัวเอกเป็นเด็กสาวคนหนึ่ง
ที่ต้องตามหาการ์ดที่หายไปให้ครบ ขนาดพี่ในที่ฝึกงานผมยังแนะนำให้ดูเลย
ผมก็คิดว่าผู้อ่านทุกท่านก็น่าจะชอบและลองหาดูกันนะครับ ว่าทำไมพี่ในที่ฝึกงานผมถึงแนะนำให้ดู
มันสนุกอย่างไงลองไปหาคำตอบดูกัน
Full Metal Panic! Invisible Victory
กองกำลังปริศนาที่เรียกตนเองว่า มิธริล (Mithril) ได้เข้าแทรกแซงสงครามและการก่อการร้ายทั่วโลก
เพื่อความสงบสุขและใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่า มีการบริหารโดยคนที่มีความสามารถที่เรียกว่า Whispered
ที่มีพรสวรรค์และความรู้ในด้านเครื่องจักรกลดีกว่าคนทั่วไป “ซาการะ โซสึเกะ” พลทหารวัย 17 ปี
ได้รับภารกิจให้ไปปกป้อง “คานาเมะ จิโดริ” นักเรียนมัธยมปลายหญิงที่มีคุณสมบัติของ Whispered
ที่อาจตกเป็นเป้าของการก่อการร้าย โดยไม่ให้เธอรู้ตัว อย่างไรก็ตาม โซสึเกะ
ที่โตมาจากสงครามตั้งแต่เด็กก่อนได้รับการช่วยเหลือจากมิธริล
ทำให้ใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนทีมีความสงบสุขไม่ค่อยสงบสุขอย่างที่ควรจะเป็นนัก
เรื่องนี้เป็นภาคที่ 4 แต่ละ ภาคมีดังนี้
Full Metal Panic! (2002) ผลิตโดย Gonzo จำนวน 24 ตอน
Full Metal Panic? Fumoffu (2003) ผลิตโดย Kyoto Animation จำนวน 12 ตอน
Full Metal Panic! The Second Raid (2006) ผลิตโดย Kyoto Animation จำนวน 13 ตอน + OVA 1 ตอน
Full Metal Panic! Invisible Victory (2018) ผลิตโดย XEBEC
Basilisk: Ouka Ninpouchou
ในปี ค.ศ. 1626 ผ่านไปร่วม 12 ปี หลังจากศึกระหว่างนินจาฝ่ายโคงะและอิงะที่กลับมาสงบสุขอีกครั้ง
แต่ทว่าทั้งสองฝ่ายยังเหลือทายาทที่ได้รับพลังเนตรจากพ่อและแม่ตนอย่างมีปริศนา วันหนึ่ง “ทาดานากะ” (คุนิจิโยะ)
ยังคงมีความแคลงใจกับผลการตัดสินที่อาจมีการสมรู้ร่วมคิดระหว่างบุตรของฮันโซและพวกนินจาอิงะ
ที่ทำให้ตนต้องเสียโอกาสได้เป็นโชกุน ในขณะที่ฝ่ายอิงะและโคงะ
ต้องเผชิญกับพวกผู้ใช้พลังที่รับใช้ราชวงศ์อยู่เบื้องหลังและเข้าเล่นงานทั้งสองฝ่าย
ภาค 1 Basilisk ผลิตโดยสตูดิโอ Gonzo ในปี 2005 จำนวน 24 ตอนจบ และมีภาค Live Action ในปีเดียวกันในชื่อ
Basilisk: Shinobi Heart Under Blade
ภาค 1 Basilisk: Ouka Ninpouchou
ผลิตโดยบริษัท Seven Arcs Pictures เริ่มฉายทางโทรทัศน์ในประเทศญี่ปุ่นเดือน
มกราคม 2561 (Winter 2018)…

ภาพยนต์

Cold Pursuit – ล้างแค้นแสนอำมหิต

Cold Pursuit – ล้างแค้นแสนอำมหิต
ชนิด : Drama,หนังแอคชั่น
ผู้กำกับ : ฮาน เพตเตอร์ โมแลนด์
นักแสดง : Emmy Rossum, Laura Dern, Liam Neeson
วันที่ฉาย : 8 ก.พ. 2562
การกลับมาอีกครั้งของนักแสดงที่หลายๆคนต้องรู้จัก เลียม นีสัน (Liam Neeson) 
นักแสดงชาวไอร์แลนด์ที่มีผลงานมากมายนับกันแทบไม่ไหว แต่ที่แน่ๆ
เขาได้เริ่มมีชื่อเสียงกันในรูปภาพยนตร์เรื่อง Star Wars Episode I: The Phantom Menace 
ไปตามมองกันรวมทั้งเขายังรับเล่นหนังแนวบล็อกบัสเตอร์หลายเรื่องดังเช่นว่า The Dead Pool, 
Darkman, Rob Roy, Kingdom of Heaven, Batman Begins, 
รวมทั้ง Taken ผลงานมากมายจริงๆ
รวมทั้งปัจจุบันเขาได้กลับมารับบทนำแสดงอีกรอบในภาพยนตร์เรื่อง Cold Pursuit –ล้างแค้นแสนอำมหิต 
หนังบู๊เรื่องใหม่ออกฉายปีหน้า 8 ก.พ. 2562 เราจะมาดูกันว่านักแสดงรุ่นใหญ่คนนี้จะยังมีความโหดอยู่มากแค่ไหน
เดิมทีภาพยนตร์เรื่อง Cold Pursuit –ล้างแค้นแสนอำมหิต 
มีชื่อว่า Hard Powder สร้างจากหนังนอร์เวย์ Order of Disappearance 
ที่ออกฉายในปี 2014 ซึ่งฉบับนั้นได้สเตลแลน สการ์สการ์ด 
รับบทนำแสดงเรื่องนี้ ในเรื่องนี้ เลียม นีสัน (Liam Neeson) 
รับบทบาทเป็นคนขับรถกำจัดหิมะของลานสกีในเมืองชื่อ คีโฮ รัฐโคโลราโด 
เขาเป็นผู้ชายอบอุ่นและใจดี เขามีลูกชายและภรรยาที่น่ารัก 
แต่แล้ววันหนึ่งเค้าต้องได้รับข่าวร้ายอย่างฉับพลัน
ลูกชายของเขาต้องตายโดยการวินิจฉัยพบว่าลูกของเขาเสพยาเฮโรอีนเกินขนาด 
แต่ว่าเขารู้ดีว่าลูกชายไม่ใช่เด็กติดยา จึงออกสืบข้อเท็จจริงว่าเป็นฝีมือของแก๊งค้ายาถิ่นไหน การล้างแค้นจึงได้เริ่มขึ้น
ภาพยนตร์ของผู้กำกับ ฮาน เพตเตอร์ โมแลนด์
จากผู้กำกับคนเดียวกันกับภาพยนตร์ In Order of Disappearance (2014) 
รับหน้าที่กำกับฉบับรีเมกนี้เองจะน่าชมขนาดไหน 8 กุมภาพันธ์ 2562 มาชมพร้อมๆกันที่โรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ…

ภาพยนต์

Mortal Engines ” สมรภูมิล่าเมือง จักรกลมรณะ “

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ?
หนังดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกัน
ที่ว่าด้วยโลกดิสโทเปียในอนาคตที่เปลือกโลกแยกและแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
จากการก่อสงครามอาวุธนิวเคลียของมนุษย์ในอดีต
ทำให้มนุษย์ต้องปรับตัวและสร้างเมืองที่อยู่บนเครื่องจักรขนาดยักษ์ที่สามารถเคลื่อนที่ได้ตลอด เฮสเตอร์ ชอว์
เด็กสาวลึกลับได้แฝงตัวเข้ามาในเครื่องจักรเมืองลอนดอน มหานครยักษ์เคลื่อนที่ เพื่อหวังจะโจมตีเป้าหมายอย่าง
ธาเดอุส วาเลนไทน์ ผู้ที่เป็นเหมือนนักวิจัยที่ประชาชนในลอนดอนเลื่อมใส ด้วยเหตุผลที่ว่าเขา เคยฆ่าแม่ของเธอ
อีกทั้งวาเลนไทน์ยังดูเหมือนมีแผนการบางอย่าง แอบซ่อนอยู่อีกด้วย
คือตอนแรกคิดว่าหนังจะแย่กว่านี้เอามากๆทำให้โยนความคาดหวังที่มีกับหนังทิ้งไปจนหมดเกลี้ยง
แต่พอมาดูจริงๆโอเคแหละว่าหนังมันไม่ได้ดีเลย แต่มันก็ไม่ได้ถึงกับเลวร้ายขนาดนั้น
เพราะหนังมีวัตถุดิบที่ดีมากๆคอนเซปต์โดยรวมของเรื่องมันน่าสนใจหลายจุดเลย
แต่หนังเหมือนกับเป็น คนที่ไปรู้เรื่องราวสนุกมา แต่เอามาเล่าต่อไม่เป็น มันก็เลยออกมาแป้กๆ
ไม่ได้สนุกเท่าที่ตัวเรื่องราวจริงๆมันควรจะเป็น โดยเฉพาะพาร์ทของตัวละครที่โคตรไม่ได้เลย
แล้วหนังมันดำเนินเรื่องส่วนใหญ่ไปกับสองตัวละครหลัก แต่ว่าตรงนั้นมันไม่ได้สนุกหรือน่าติดตาม
ทำให้หนังเสียแอร์ไทม์ไปเยอะกับส่วนที่น่ารำคาญๆตรงจุดนี้ถือว่าน่าเสียดายมากจริงๆ
เพราะถ้าเกิดหนังปรับในส่วนของการเล่าเรื่องได้หนังเรื่องนี้จะสนุกและก็น่าดึงดูดกว่านี้เอามากๆ
จุดเด่นของหนังเลยคือการที่ผู้กำกับเหมือนเป็นสายซีจี งานสร้างในส่วน วิชวลเอฟเฟค
ซีจีอะไรต่างๆมันเลยออกมาเนียน ออกมาสวยงามประมาณนึงเลย ภาพสวยมากๆ
เนรมิตรโลกรวมทั้งเครื่องจักรออกมาได้ดูดี และตรงจุดนี้มันช่วยให้ฉากไล่ล่า
และฉากในช่วงท้ายมันดูสนุกขึ้น (ซึ่งเป็นไม่กี่ช่วงของเรื่องที่สนุก)
โดยรวมแล้ว Mortal Engines ก็เป็นหนังที่ไม่ได้ถึงกับแย่อะไร พอดูได้ประมาณนึง
ถ้าเกิดใครที่สนใจหรืออยากดูอยู่และลองไปชมกันได้ครับ แต่อาจจะต้องลดความคาดหวังลงไปเสียหน่อย
ถือเป็นอีกเรื่องที่น่าเสียดายเพราะมันไปได้สุดในหลายๆด้าน ได้มากกว่านี้จริงๆครับ…

ภาพยนต์

หนัง Slumber – ผีอำผวา

ถึงแม้มันจะไม่ได้ใหม่อะไรแต่ว่าเนื้อหาแล้วก็ตัวละครที่เลือกมาเล่าระหว่างครอบครัวคนธรรมดาๆ
ที่ถูกผีปีศาจอำกับหมอที่อดีตในวัยเด็กเคยประสบกับเรื่องนี้มาเหมือนกัน
แต่เมื่อเติบโตมาเป็นแพทย์ที่ยึดแต่ว่าเหตุผลด้านวิทยาศาสตร์ทำให้การที่จะเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ
พวกนั้นมันเกิดความย้อนแย้งภายในใจมันสัมผัสได้น่าสนใจดี
แต่ว่าจนถึงแล้วจนถึงเล่าหนังก็ฝืนตรรกะจุดละเล็กละน้อยจนถึงทำให้มีความรู้สึกหนังทั้งเรื่องมันโหว่แหว่ง
และไม่น่าเชื่อถืออยู่พอสมควร รวมทั้งช่วงแรกๆ
ของหนังก็ค่อนข้างจะน่ารำคาญเมื่อหนังเลือกที่จะเล่าปูตัวละครหมอนางเอก
ในสิ่งที่ผู้ชมสามารถคาดเดาได้ก่อนไม่ยากว่าหนังจะพาไปสู่จุดหักเหของเรื่องแบบไหน
แต่สถานการณ์ของหนังโดยรวมทั้งเรื่องมันก็สร้างความบันเทิงได้อยู่
ชอบที่เป็นหนังผีปีศาจที่ไม่ค่อยได้เห็นตัวผีสักเท่าไหร่
รวมทั้งภาพครอบครัวพ่อแม่ลูกทั้ง 4 คนที่ถูกผีอำทั้งบ้านก็น่ากลัวและ
สร้างความน่าสงสารน่าเห็นใจได้ไม่น้อยในขณะที่ดูไปก็คิดเปรียบเทียบ
ว่าถ้าหากบ้านตนเองตกอยู่ในเหตุการณ์อย่างนี้แล้วจะแก้ปัญหาทั้งหมดนี้ยังไง
ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วบทหนังมีความกระอักกระอ่วนหลายแบบมาก
ที่จะทำให้หนังทั้งเรื่องนั้นเข้มข้นขึ้นได้แต่ว่าหนังกลับไม่ได้ขุดคุ้ยและตบตีมันให้เข้าที่
และส่งแรงระเบิดได้มากสักเท่าไหร่ อย่างเช่น ความกระอักกระอ่วนที่บางตัวละครต้องเสียสละ
หรือเหตุผลอันหนักแน่นที่นางเอกหมอไม่ยอมช่วยเหลือครอบครัวนี้ในตอนแรก
แถมยังถูกกลบด้วยความน่าเชื่อถืออื่นๆ
ถึงเงื่อนไขของปีศาจที่ไม่แน่นอนและ
ไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถจัดการได้ด้วยวิธีที่หนังเลือกจบเรื่องราวลง
เพราะขาดความชัดเจนและการอ้างอิง
เพื่อสร้างความเชื่อที่จะนำไปสู่ทางออกของสถานการณ์นี้ได้
คือโอเคกับจุดจบของทุกตัวละคร
แต่ไม่ชอบวิธีการเล่าที่มันไม่ชัดเจนจนไม่น่าเชื่อและส่งผลให้ไม่อินตาม…

ภาพยนต์

รีวิว น้อง-พี่-ที่รัก

หลังดูจบก็ยอมรับว่าหนังสามารถทำให้ผู้ชม
เห็นตัวละครได้ทุกอารมณ์ทั้ง ตลกขบขัน ความรักของแฟน
ความรักของพี่น้อง เศร้า ซึ้ง ดราม่า หนังทำได้ทุกอย่าง
ก็ต้องยอมรับว่าหนังของค่าย GDH นี่ไม่ธรรมดาทุกเรื่องเลยจริงๆ
คนที่เป็นลูกคนเดียวก็ดูหนังนี้ได้ คนมีพี่น้องยิ่งต้องดู
ถือว่าเป็นหนังไทยเพชรน้ำงามของปีนี้อย่างยิ่งจริงๆ

คุณภาพของภาพและเสียง
ภาพชัดมาก มุมกล้องแต่ละฉากก็สวยมาก
บางทีเราก็มีความรู้สึกว่ามุมกล้องแบบนี้เค้าคิดได้อย่างไร
มันดีมาก มันมีเรื่องราวจากมุมกล้องเลยจริงๆเสียงหรือ Sound ก็ใส่ได้ถูกจังหวะ
เพลงประกอบก็เข้ากับหนังมาก ย้ำว่ามาก จนออกจากโรงก็เปิดหาเพลงมาฟังเลยละ
แต่ว่ามีข้อติคือภาพยนตร์ไทยจอของหนังมันไม่กว้างคือไม่ได้ยืดไปสุดขอบซ้ายขวา
ดูกี่เรื่องหน้าจอมันเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสตลอดเลย มันเหมือนใช้เนื้อที่หน้าจอในโรงไม่คุ้มอะ
แต่พอดูไปสักพักก็ชินครับ (แต่มันน่าหงุดหงิดจริงๆนะ)

บทหนัง เนื้อเรื่อง การดำเนินเรื่อง
บทหนังและเนื้อเรื่องทำได้ดีมากๆแบบว่าเราเดาไม่ออกเลยว่าเนื้อเรื่องจะไปทางไหน
ความสัมพันธ์เรื่องพี่น้องที่เป็นความสัมพันธ์สำคัญเป็นเส้นเรื่องหลักของหนัง
ทำได้ดีกว่าที่คิดมาก บางคนน่าจะอินกับความสัมพันธ์ พฤติกรรมพี่-น้องแบบนี้จนต้องรู้สึกว่าใช่เลยแน่ๆ
ฉากที่พีคก็ทำได้สุดจริงๆและอีกอย่างที่ชอบมากๆก็คือที่ตัวอย่างหลอกเราไปทางนึง พอมาดูจริงๆ
เนื้อเรื่องไม่ใช่แบบในตัวอย่าง ทำให้พวกเราคิดว่าเรื่องราวไม่โดนสปอยล์จากตัวอย่าง
ทำให้พวกเราดูหนังได้เต็มที่แบบสุดๆไปเลย ส่วนการดำเนินเรื่อง ฉากตลกคือถูกใจมาก
ซันนี่เล่นได้ดีและเคมีเข้ากับญาญ่ามาก ฉากซึ้งดราม่าก็ทำได้ดี แต่ว่ามีบางฉากลากยาวมาก
ทำให้จะซึ้งก็ไม่ซึ้งซะงั้น แถมบางทีแอบน่าเบื่อ กลายเป็นหนังยาวที่มีบางฉากน่าเบื่ออยู่

ด้านดี
แน่นอนซันนี่และญาญ่าเล่นได้เข้ากันมาก
บอกถึงความเป็นพี่น้องได้โดยที่ไม่ต้องพูดอะไรมาก
เรื่องราวที่เดาไม่ออกทำให้เราตื่นเต้นกับเนื้อเรื่องตลอดเวลา
ฉากตลกซันนี่ทำได้ดีมากๆฮาทุกฉากเลยนะไม่มีแป๊กเลย
ซันนี้ทำให้หนังสนุกขึ้นมาหลายเท่า เป็นคนแบกหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้
และซันนี่ก็ทำออกมาได้ดี ดีมาก ถูกใจผมมากเลยครับ ส่วนญาญ่าก็มีหลุดๆ
บ้างแต่อย่างที่บอกว่าเคมีตรงกันมาก ฉากรักลื่นไหล
ฉากดราม่าก็เข้าถึงอารมณ์ ดูแล้วคุณอาจจะหลงรักญาญ่าไปด้วยเลยครับ

ด้านแย่
หน้าจอเลยครับผม หน้าจอไม่กว้าง มันขัดตาตอนแรกๆแต่พอดูสักพักก็จะชินครับ
อีกเรื่องคือนิชคุณ คือเล่นแข็งพอสมควรแต่ผู้กำกับก็เก่งมากนะ
เพราะรู้ว่านิชคุณเล่นแข็ง ก็ทำให้คาแรกเตอร์ของโมจิที่นิชคุณเล่น
มีบุคลิกแข็งๆไปด้วยเลย แต่ก็มีอะไรที่ขัดใจผมตลอดเวลา
มันหงุดหงิดจริงๆ(ความรู้สึกส่วนตัวนะครับ)

น้อง-พี่-ที่รักถือเป็นหนังไทยที่ดีมากๆในปีนี้เลยครับ
ก็อยากแนะนำให้ทุกคนเข้าไปดู รับรองว่าต้องไม่ผิดหวัง
แถมบางคนอาจจะซึ้งจนร้องไห้เลยทีเดียว…

ภาพยนต์

รีวิว Sicario: Days of the Soldado

ภาคต่อของหนังแอคชั่น-ทริลเลอร์ ที่โคตรดิบ และโคตรเรียล
กับฉากแอคชั่นที่ไม่ได้มีเยอะแยะ แต่ว่าจับใจเกือบทุกฉาก
บวกด้วยความเฉียบแหลมของ Benicio Del Toro
ที่ภาคแรกได้เสียงวิจารณ์ในทางบวกอย่างล้นหลาม
จากฝีมือผู้กำกับ Denis Villeneuve แล้วก็ในภาคต่อนี้ได้เปลี่ยนคนคุมบังเหียนเป็น Stefano Sollima
ที่ไม่คุ้นเคยกับชื่อเขาเลยสักนิด – -” และแวปแรกที่ได้ดูตัวอย่างเราก็นึกว่ามันจะกลายเป็น “หนังแอ็คชั่น”
เต็มกำลังไปซะแล้ว แต่ผู้กำกับคนนี้ก็ยังคงมีเอกลักษณ์ความเป็นหนังที่ Less is more “แอ็คชั่นน้อย แต่ว่าตรงเป้าเต็มๆ”
คงความดิบจากภาคแรก แต่ว่าเข้าถึงง่ายกว่า เข้าใจง่ายกว่า แล้วก็แมสกว่าภาคแรกพอสมควร
ในภาคนี้ยังคงเกิดเรื่องราวแนวแอคชั่น-ทริลเลอร์ ที่ยังคงมีกลิ่นของภาคแรกอย่างคละคลุ้งเยอะไปหมด
เกิดเรื่องราวเกี่ยวกับแก๊งค้ายาในประเทศเม็กซิโกกับการจัดการไม่สนวิธีของอเมริกา
ที่ฝากฝังไว้กับ Matt Graver (Josh Brolin)
ทหารรับจ้างมากประสบการณ์จากภาคแรก ให้ทำภารกิจที่รัฐบาลอเมริกาจะไม่ขอออกหน้ารับใดๆทั้งนั้น
เมื่อกฏไม่มีความสำคัญ เขาก็เลยจำเป็นต้องเชิญ Alejandro (Benicio Del Toro)
มาเพื่อเคียงข้างร่วมปฏิบัติการภารกิจโค่นล้มเจ้าพ่อแก๊งค้ายาในประเทศเม็กซิโกโอกาสนี้
หนังยังคงความดิบกับฉากแอ็คชั่นดูเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เนื่องจากว่าฉากแอ็คชั่นในเรื่องอื่นๆ
จะต้องมีบทนำ เอื้อนเอ่ยกันถึงเพื่อนที่บาดเจ็บ หรือไม่ก็ทั้งสองฝ่ายยิงบทพูดใส่กัน
ที่บางเรื่องเผลอๆมากกว่ากระสุนเสียอีก แต่ว่าในเรื่องนี้ทั้งบรรยากาศการปะทะกัน เสียงปืน เสียกระสุนทะลุร่าง เลือด
และการตัดสินใจในเหตุการณ์ต่างๆล้วนทำออกมาได้เยี่ยมสุดๆพวกเรายังคงได้เห็นบทพูดกับการแสดงเท่ๆ
ของ Benicio Del Toro ในบทบาทของ Alejandro อยู่ ถึงแม้ในภาคนี้ความสุขุม
ความเฉียบขาด และความเป็น “นักฆ่า” ของเขาอาจลดน้อยลงไป หนังเลือกที่จะเปิดเผยอดีต ความลับ
รวมทั้งด้านที่อ่อนโยนของตัวละครตัวนี้ออกมามากขึ้น แต่ว่านักแสดงตัวนั้นก็ยังมีตัวช่วยชูโรงอย่าง Josh Brolin
ในบท Matt Graver ที่ดูเด็ดขาด น่าเคารพ รวมทั้งดูเป็นตัวอันตรายมาก
กล่าวได้ว่าการตัดสินใจหลายๆอย่างในภาคนี้ ทำให้เขาใกล้เคียงคำว่า “มือสังหาร”
มากยิ่งขึ้นกว่าภาคแรกเยอะเลย การดำเนินเรื่องเป็นไปอย่างช้าๆและก็เต็มไปด้วยปมให้คนดูสงสัย
ยิ่งจุดไคลแม็กท้ายเรื่องยังทำให้พวกเราตึงเครียดได้ไม่ต่างจากภาคแรก
รวมทั้งพวกเราก็เชื่ออย่างสนิทใจว่าภาคต่อไปจะต้องทำออกมาได้ดีแน่นอน
มาพูดถึงสิ่งที่น่าเสียดายกันบ้างในภาคนี้ หนึ่งคือตัวของ Alejandro
ที่ภาคแรกเค้าดูไม่เป็นมิตรสุดๆลึกลับ แล้วก็เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตของ “นักฆ่า”
อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่า ภาคนี้สิ่งเหล่านั้นกลับโดนลดทอนลงมา
บวกกับการตัดสินใจอันน่าประหลาดใจของเขาเกี่ยวกับบุตรสาวเจ้าพ่อแก๊งค้ายา
แล้วก็ประเด็นเรื่องที่ปะทะกับรัฐบาลประเทศเม็กซิโกที่หายไปซุกซนๆ
เสียอย่างงั้น สิ่งเหล่านั้นทำให้เกิดคำถามมากมายเต็มไปหมด
สรุปโดยรวมแล้วภาคนี้ไม่แพ้ภาคแรกเลย ถึงจะมีบางอย่างดรอคอยปลงไปบ้าง
แต่ว่าก็ยังน่าติดตาม เหมือนทำภาคนี้เพื่อปูทางไปภาคต่อได้อย่างน่าสนใจและน่าติดตาม…

ภาพยนต์

รีวิว Coldplay: A Head Full of Dreams

สาวกทั่วโลกของ coldplay ต่างคอยภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งแต่ที่ได้เห็นเทรลเลอร์แล้ว
ในขณะที่แฟนเพลงชาวไทยต่างก็ลุ้นด้วยใจระทึกว่าจะเข้าฉายในบ้านเราหรือไม่
ท้ายที่สุดก็มีข่าวดีจาก Documentary Club ว่าจะมีการเข้าฉาย
แต่ว่าบัตรเข้าชมนั้นก็น้อยมาก ก็เลยหมดในเวลาที่รวดเร็วด้วย
เนื่องจาก แฟนคลับคนประเทศไทยสุดที่รักใน Coldplay มีมาก
ถ้าหากคิดไม่ออกให้ลองกลับไปดูภาพคอนเสิร์ต Coldplay A Head Full of Dreams
ที่จัดขึ้น ณ ราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อ 7 ม.ย. 2560 ดูสิ แล้วจะทราบเลยว่าแฟน Coldplay เยอะขนาดไหน
โดยมีผู้กำกับบ้านเกิดเดียวกันอย่าง แมต ไวท์ครอสส์ ซึ่งเมื่อ 2 ปี
ที่แล้วเคยทำให้สารคดี “Oasis: Supersonic”
ที่ว่าเจาะลึกทุกซอกมุมความสัมพันธ์ของพี่น้องตระกูลกัลลาเกอร์อย่าง โนล และ เลียม
ให้กลายเป็นที่พูดถึงแบบกระหึ่มวงการจอฟิล์มอยู่พักใหญ่
“Coldplay: A Head Full of Dreams” เล่าเรื่องสลับไปๆมาๆระหว่างสมัยก่อนกับปัจจุบันนี้
โดยนำเอาภาพฟุตเทจตั้งแต่เริ่มก่อตั้งวง
ตัดสลับกับภาพการแสดงสดบนเวทีกว่าร้อยโชว์ของเวิลด์ทัวร์อัลบั้ม A Head Full of Dreams
ซึ่งกลายมาเป็นชื่อสารคดีในท้ายที่สุด ซึ่งจากความฝันนั้น ก็กลายเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาสร้างดนตรีที่พวกเขาอยากทำขึ้นมา
อันที่จริง “Coldplay: A Head Full of Dreams”
เป็นสารคดีวงดนตรีสูตรสำเร็จอย่างแท้จริง พูดถึงจุดเริ่มต้นไปจนถึงการประสบความสำเร็จของวงดนตรีนี้
และถือเป็นความโชคดีที่ผู้กำกับอย่าง แมต ไวท์ครอสส์
เองก็เป็นเพื่อนกับวงนี้มาตั้งแต่แรกเลยตามถ่ายตามเก็บฟุตเพจของพวกเขามาตลอด
ทำให้หนังดูไหลลื่นเป็นธรรมชาติ ลูกเล่นในการตัดต่อที่ฉับไว ร่วมสมัย และอารมณ์ขันในเชิงกวนๆ
ที่สอดแทรกอยู่ช่วยสร้างเสน่ห์ให้สารคดีเรื่องนี้อยู่มากทีเดียว รวมทั้งเมื่อย้อนกลับไปที่ชื่อสารคดี ชื่ออัลบั้มชุดที่ 7
และก็ชื่อเวิลด์ทัวร์ครั้งล่าสุดของ Coldplay อย่าง A Head Full of Dreams แล้ว
ก็ยิ่งทำให้เราเข้าใจตัวตนของ Coldplay มากยิ่งขึ้น…

ภาพยนต์

รีวิว Whitney (2018)

วิทนีย์เป็นลูกสาวของ ซิสซี ฮุสตัน นักร้องคอรัส
โดยเคยร้องให้กับเช่น Dionne Warwick (ป้าของวิทนีย์) Elvis Presley
และก็ Aretha Franklin ฯลฯ คือ เอาจริงๆ
ครอบครัวของวิทนีย์นี่เป็นครอบครัวนักร้อง ครอบครัวนี้ไม่ได้ร่ำรวยอะไร
แต่ว่าก็สร้างฐานะจนเป็นคนมีตัง ย้ายไปอยู่ย่านดีดีได้
วิทนีย์มีความสุขทุกครั้งที่ได้เข้าไปร้องเพลงในโบสถ์
แนวเพลงที่วิทนี์ถนัดเลยเป็นพวก soul และ gospel
มีครั้งนึงที่แม่แกล้งป่วยหรือบอกติดงานแล้วทิ้งให้นางร้องเพลงในผับแทนแม่
ตอนนั้นวิทนีย์ก็ฉายแววเลย และต่อมาพอได้ออกแผ่นก็ดังระเบิดเถิดเทิง
ชื่อเสียงเงินทองมาพร้อมกับสามีที่ชื่อ บ็อบบี้ บราวน์
ที่ทำให้ชีวิตของวิทนีย์เปลี่ยนไปตลอดกาลเลย
ความรัก ได้พรากนักร้องระดับตำนานไปหลายคนแล้ว ซึ่งจริงๆ
พวกเราจะไปโทษฝ่ายชายก็ไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอุทาหรณ์เตือนใจ
เนื่องจากชื่อเสียง เงินทองและความรัก
อาจทำให้สติของพวกเราหลุดไป โดยที่พวกเราเองไม่รู้ตัว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของสิ่งเสพติดที่เข้ามาในชีวิตของพวกเรา ที่
เป็นการหาความสุขใส่ตัวแบบผิดๆ
ประเด็นนี้เน้นหัวข้อการสัมภาษณ์คนที่อยู่รอบข้างวิทนีย์มากไปหน่อย ไม่ค่อยมีเรื่องของวิทนีย์มากเท่าไรนัก
แต่ว่าเมื่อเราได้ดูเรื่องราวของเธอ เราก็ยังสะเทือนใจจนปล่อยโฮเลยทีเดียวล่ะ
แต่ว่าถ้าเกิดอยากดูไว้เพื่อเป็นบทเรียนจากชีวิตจากคนที่ไม่มีอะไรเลย
จนมีทุกอย่างแต่เพราะได้คนรักที่ไม่ดี
และใช้เงินไปในทางที่ไม่ถูกไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเสพติดจนสุดท้ายต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง
ต่อให้ชีวิตที่กำลังก้าวหน้าของตัวเอง เพราะฉะนั้นนี่คือ สิ่งที่เป็นเครื่องเตือนใจในชีวิตได้ดีมากเลยล่ะ
ใครอยากดูก็ไปดูได้เลยตามโรงภาพยนตร์ ตอนนี้กำลังเข้าฉายอยู่เลยล่ะ…

ภาพยนต์

รีวิว Doraemon the Movie: Nobita’s Treasure Island

ใครที่นึกถึงการ์ตูนยอดนิยมอย่างโดเรม่อนไม่ควรพลาดเด็ดขาด
ไม่ว่าคุณจะเป็นสาวกโดเรม่อนหรือไม่ก็ดูได้ทั้งหมด
เพราะเรื่องนี้จะทำให้คุณได้ย้อนวัยอีกรอบกับเหล่านักแสดงเดิม
และเพิ่มตัวละครใหม่เพื่ออรรถรสของเรื่อง
ใครไม่ดูลองมาอ่านทางนี้ อาจจะทำให้คุณนั้นอยากไปดูมากขึ้นก็ได้
Doraemon the Movie: Nobita’s Treasure Island
ฉบับภาพยนตร์ รายปี 2018 เป็นเรื่องที่โดราเอม่อน โนบิตะ และก็ผองเพื่อน
ออกไปเผชิญภัยล่าสมบัติด้วยเรือ “Nobita Ora” ที่เกาะลึกลับ แต่พวกเขาพบว่า
เกาะที่นี้ไม่ปลอดภัย เนื่องจากว่าซิซึกะ ถูกกลุ่มโจรสลัดลักพาตัว ส่วนโดราเอม่อน
และก็เพื่อนที่เหลือ ก็เจอกับ “ฟล็อค” ที่มีหุ่นยนต์นกพี่เลี้ยงอย่าง “ควิซ”
เป็นกุญแจปริศนาของของเกาะมหาสมบัติแห่งนี้ การดู Doraemon
ในโรงหนัง พวกเราจะเหมือนได้นั่ง Time Machine ของโดราเอม่อน
แต่ว่าสิ่งทีทำให้แตกต่างคือการ ใส่ดราม่า แต่ยังดีที่การเดินเรื่อง ยังมีมุกตลกให้สนุกสนานได้บ้าง
ส่วนงานด้านอนิเมะ ก็ยังรักษามาตรฐานได้ดั่งเดิม และมีการปูเรื่องตัวละครใหม่ ทั้ง ฟล็อค และ เซร่า
ก็ทำได้พอดีกับเรื่อง แต่ว่าเพลงประกอบบางช่วงที่ใส่มาขัดใจไปหน่อย
เพราะเหตุว่าช่วงที่ควรจะใส่ดันไม่ใส่ อารมณ์เลยดรอปลงไป
แต่ว่าโดยรวมก็โอเคนะไม่ได้เลวร้ายอะไร
ตอนนี้ก็เปิดเทอมแล้วบางทีอาจจะต้องพาไปดูเสาร์-อาทิตย์ก็ว่ากันไป
ถ้าใครคิดถึงแมวหุ่นยนต์สีฟ้าและผองเพื่อนและก็ต้องการย้อนเวลาไปดูล่ะก็ อยากแนะนำให้มาดูเรื่องนี้กัน
แล้วคุณจะหายคิดแน่ๆ ถึงจะมีหนังกระแสดีเรื่องอื่น
แต่หนังเรื่องนี้อาจทำให้คุณสบายใจแล้วก็ผ่อนคลายได้มากกว่า อย่าลืมมาดูกันนะ…