รีวิว Sicario: Days of the Soldado

ภาคต่อของหนังแอคชั่น-ทริลเลอร์ ที่โคตรดิบ และโคตรเรียล
กับฉากแอคชั่นที่ไม่ได้มีเยอะแยะ แต่ว่าจับใจเกือบทุกฉาก
บวกด้วยความเฉียบแหลมของ Benicio Del Toro
ที่ภาคแรกได้เสียงวิจารณ์ในทางบวกอย่างล้นหลาม
จากฝีมือผู้กำกับ Denis Villeneuve แล้วก็ในภาคต่อนี้ได้เปลี่ยนคนคุมบังเหียนเป็น Stefano Sollima
ที่ไม่คุ้นเคยกับชื่อเขาเลยสักนิด – -” และแวปแรกที่ได้ดูตัวอย่างเราก็นึกว่ามันจะกลายเป็น “หนังแอ็คชั่น”
เต็มกำลังไปซะแล้ว แต่ผู้กำกับคนนี้ก็ยังคงมีเอกลักษณ์ความเป็นหนังที่ Less is more “แอ็คชั่นน้อย แต่ว่าตรงเป้าเต็มๆ”
คงความดิบจากภาคแรก แต่ว่าเข้าถึงง่ายกว่า เข้าใจง่ายกว่า แล้วก็แมสกว่าภาคแรกพอสมควร
ในภาคนี้ยังคงเกิดเรื่องราวแนวแอคชั่น-ทริลเลอร์ ที่ยังคงมีกลิ่นของภาคแรกอย่างคละคลุ้งเยอะไปหมด
เกิดเรื่องราวเกี่ยวกับแก๊งค้ายาในประเทศเม็กซิโกกับการจัดการไม่สนวิธีของอเมริกา
ที่ฝากฝังไว้กับ Matt Graver (Josh Brolin)
ทหารรับจ้างมากประสบการณ์จากภาคแรก ให้ทำภารกิจที่รัฐบาลอเมริกาจะไม่ขอออกหน้ารับใดๆทั้งนั้น
เมื่อกฏไม่มีความสำคัญ เขาก็เลยจำเป็นต้องเชิญ Alejandro (Benicio Del Toro)
มาเพื่อเคียงข้างร่วมปฏิบัติการภารกิจโค่นล้มเจ้าพ่อแก๊งค้ายาในประเทศเม็กซิโกโอกาสนี้
หนังยังคงความดิบกับฉากแอ็คชั่นดูเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เนื่องจากว่าฉากแอ็คชั่นในเรื่องอื่นๆ
จะต้องมีบทนำ เอื้อนเอ่ยกันถึงเพื่อนที่บาดเจ็บ หรือไม่ก็ทั้งสองฝ่ายยิงบทพูดใส่กัน
ที่บางเรื่องเผลอๆมากกว่ากระสุนเสียอีก แต่ว่าในเรื่องนี้ทั้งบรรยากาศการปะทะกัน เสียงปืน เสียกระสุนทะลุร่าง เลือด
และการตัดสินใจในเหตุการณ์ต่างๆล้วนทำออกมาได้เยี่ยมสุดๆพวกเรายังคงได้เห็นบทพูดกับการแสดงเท่ๆ
ของ Benicio Del Toro ในบทบาทของ Alejandro อยู่ ถึงแม้ในภาคนี้ความสุขุม
ความเฉียบขาด และความเป็น “นักฆ่า” ของเขาอาจลดน้อยลงไป หนังเลือกที่จะเปิดเผยอดีต ความลับ
รวมทั้งด้านที่อ่อนโยนของตัวละครตัวนี้ออกมามากขึ้น แต่ว่านักแสดงตัวนั้นก็ยังมีตัวช่วยชูโรงอย่าง Josh Brolin
ในบท Matt Graver ที่ดูเด็ดขาด น่าเคารพ รวมทั้งดูเป็นตัวอันตรายมาก
กล่าวได้ว่าการตัดสินใจหลายๆอย่างในภาคนี้ ทำให้เขาใกล้เคียงคำว่า “มือสังหาร”
มากยิ่งขึ้นกว่าภาคแรกเยอะเลย การดำเนินเรื่องเป็นไปอย่างช้าๆและก็เต็มไปด้วยปมให้คนดูสงสัย
ยิ่งจุดไคลแม็กท้ายเรื่องยังทำให้พวกเราตึงเครียดได้ไม่ต่างจากภาคแรก
รวมทั้งพวกเราก็เชื่ออย่างสนิทใจว่าภาคต่อไปจะต้องทำออกมาได้ดีแน่นอน
มาพูดถึงสิ่งที่น่าเสียดายกันบ้างในภาคนี้ หนึ่งคือตัวของ Alejandro
ที่ภาคแรกเค้าดูไม่เป็นมิตรสุดๆลึกลับ แล้วก็เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตของ “นักฆ่า”
อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่า ภาคนี้สิ่งเหล่านั้นกลับโดนลดทอนลงมา
บวกกับการตัดสินใจอันน่าประหลาดใจของเขาเกี่ยวกับบุตรสาวเจ้าพ่อแก๊งค้ายา
แล้วก็ประเด็นเรื่องที่ปะทะกับรัฐบาลประเทศเม็กซิโกที่หายไปซุกซนๆ
เสียอย่างงั้น สิ่งเหล่านั้นทำให้เกิดคำถามมากมายเต็มไปหมด
สรุปโดยรวมแล้วภาคนี้ไม่แพ้ภาคแรกเลย ถึงจะมีบางอย่างดรอคอยปลงไปบ้าง
แต่ว่าก็ยังน่าติดตาม เหมือนทำภาคนี้เพื่อปูทางไปภาคต่อได้อย่างน่าสนใจและน่าติดตาม

About the author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *