Mortal Engines ” สมรภูมิล่าเมือง จักรกลมรณะ “

เรื่องราวเกี่ยวกับอะไร ?
หนังดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกัน
ที่ว่าด้วยโลกดิสโทเปียในอนาคตที่เปลือกโลกแยกและแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
จากการก่อสงครามอาวุธนิวเคลียของมนุษย์ในอดีต
ทำให้มนุษย์ต้องปรับตัวและสร้างเมืองที่อยู่บนเครื่องจักรขนาดยักษ์ที่สามารถเคลื่อนที่ได้ตลอด เฮสเตอร์ ชอว์
เด็กสาวลึกลับได้แฝงตัวเข้ามาในเครื่องจักรเมืองลอนดอน มหานครยักษ์เคลื่อนที่ เพื่อหวังจะโจมตีเป้าหมายอย่าง
ธาเดอุส วาเลนไทน์ ผู้ที่เป็นเหมือนนักวิจัยที่ประชาชนในลอนดอนเลื่อมใส ด้วยเหตุผลที่ว่าเขา เคยฆ่าแม่ของเธอ
อีกทั้งวาเลนไทน์ยังดูเหมือนมีแผนการบางอย่าง แอบซ่อนอยู่อีกด้วย
คือตอนแรกคิดว่าหนังจะแย่กว่านี้เอามากๆทำให้โยนความคาดหวังที่มีกับหนังทิ้งไปจนหมดเกลี้ยง
แต่พอมาดูจริงๆโอเคแหละว่าหนังมันไม่ได้ดีเลย แต่มันก็ไม่ได้ถึงกับเลวร้ายขนาดนั้น
เพราะหนังมีวัตถุดิบที่ดีมากๆคอนเซปต์โดยรวมของเรื่องมันน่าสนใจหลายจุดเลย
แต่หนังเหมือนกับเป็น คนที่ไปรู้เรื่องราวสนุกมา แต่เอามาเล่าต่อไม่เป็น มันก็เลยออกมาแป้กๆ
ไม่ได้สนุกเท่าที่ตัวเรื่องราวจริงๆมันควรจะเป็น โดยเฉพาะพาร์ทของตัวละครที่โคตรไม่ได้เลย
แล้วหนังมันดำเนินเรื่องส่วนใหญ่ไปกับสองตัวละครหลัก แต่ว่าตรงนั้นมันไม่ได้สนุกหรือน่าติดตาม
ทำให้หนังเสียแอร์ไทม์ไปเยอะกับส่วนที่น่ารำคาญๆตรงจุดนี้ถือว่าน่าเสียดายมากจริงๆ
เพราะถ้าเกิดหนังปรับในส่วนของการเล่าเรื่องได้หนังเรื่องนี้จะสนุกและก็น่าดึงดูดกว่านี้เอามากๆ
จุดเด่นของหนังเลยคือการที่ผู้กำกับเหมือนเป็นสายซีจี งานสร้างในส่วน วิชวลเอฟเฟค
ซีจีอะไรต่างๆมันเลยออกมาเนียน ออกมาสวยงามประมาณนึงเลย ภาพสวยมากๆ
เนรมิตรโลกรวมทั้งเครื่องจักรออกมาได้ดูดี และตรงจุดนี้มันช่วยให้ฉากไล่ล่า
และฉากในช่วงท้ายมันดูสนุกขึ้น (ซึ่งเป็นไม่กี่ช่วงของเรื่องที่สนุก)
โดยรวมแล้ว Mortal Engines ก็เป็นหนังที่ไม่ได้ถึงกับแย่อะไร พอดูได้ประมาณนึง
ถ้าเกิดใครที่สนใจหรืออยากดูอยู่และลองไปชมกันได้ครับ แต่อาจจะต้องลดความคาดหวังลงไปเสียหน่อย
ถือเป็นอีกเรื่องที่น่าเสียดายเพราะมันไปได้สุดในหลายๆด้าน ได้มากกว่านี้จริงๆครับ…

หนัง Slumber – ผีอำผวา

ถึงแม้มันจะไม่ได้ใหม่อะไรแต่ว่าเนื้อหาแล้วก็ตัวละครที่เลือกมาเล่าระหว่างครอบครัวคนธรรมดาๆ
ที่ถูกผีปีศาจอำกับหมอที่อดีตในวัยเด็กเคยประสบกับเรื่องนี้มาเหมือนกัน
แต่เมื่อเติบโตมาเป็นแพทย์ที่ยึดแต่ว่าเหตุผลด้านวิทยาศาสตร์ทำให้การที่จะเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ
พวกนั้นมันเกิดความย้อนแย้งภายในใจมันสัมผัสได้น่าสนใจดี
แต่ว่าจนถึงแล้วจนถึงเล่าหนังก็ฝืนตรรกะจุดละเล็กละน้อยจนถึงทำให้มีความรู้สึกหนังทั้งเรื่องมันโหว่แหว่ง
และไม่น่าเชื่อถืออยู่พอสมควร รวมทั้งช่วงแรกๆ
ของหนังก็ค่อนข้างจะน่ารำคาญเมื่อหนังเลือกที่จะเล่าปูตัวละครหมอนางเอก
ในสิ่งที่ผู้ชมสามารถคาดเดาได้ก่อนไม่ยากว่าหนังจะพาไปสู่จุดหักเหของเรื่องแบบไหน
แต่สถานการณ์ของหนังโดยรวมทั้งเรื่องมันก็สร้างความบันเทิงได้อยู่
ชอบที่เป็นหนังผีปีศาจที่ไม่ค่อยได้เห็นตัวผีสักเท่าไหร่
รวมทั้งภาพครอบครัวพ่อแม่ลูกทั้ง 4 คนที่ถูกผีอำทั้งบ้านก็น่ากลัวและ
สร้างความน่าสงสารน่าเห็นใจได้ไม่น้อยในขณะที่ดูไปก็คิดเปรียบเทียบ
ว่าถ้าหากบ้านตนเองตกอยู่ในเหตุการณ์อย่างนี้แล้วจะแก้ปัญหาทั้งหมดนี้ยังไง
ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วบทหนังมีความกระอักกระอ่วนหลายแบบมาก
ที่จะทำให้หนังทั้งเรื่องนั้นเข้มข้นขึ้นได้แต่ว่าหนังกลับไม่ได้ขุดคุ้ยและตบตีมันให้เข้าที่
และส่งแรงระเบิดได้มากสักเท่าไหร่ อย่างเช่น ความกระอักกระอ่วนที่บางตัวละครต้องเสียสละ
หรือเหตุผลอันหนักแน่นที่นางเอกหมอไม่ยอมช่วยเหลือครอบครัวนี้ในตอนแรก
แถมยังถูกกลบด้วยความน่าเชื่อถืออื่นๆ
ถึงเงื่อนไขของปีศาจที่ไม่แน่นอนและ
ไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถจัดการได้ด้วยวิธีที่หนังเลือกจบเรื่องราวลง
เพราะขาดความชัดเจนและการอ้างอิง
เพื่อสร้างความเชื่อที่จะนำไปสู่ทางออกของสถานการณ์นี้ได้
คือโอเคกับจุดจบของทุกตัวละคร
แต่ไม่ชอบวิธีการเล่าที่มันไม่ชัดเจนจนไม่น่าเชื่อและส่งผลให้ไม่อินตาม…

รีวิว น้อง-พี่-ที่รัก

หลังดูจบก็ยอมรับว่าหนังสามารถทำให้ผู้ชม
เห็นตัวละครได้ทุกอารมณ์ทั้ง ตลกขบขัน ความรักของแฟน
ความรักของพี่น้อง เศร้า ซึ้ง ดราม่า หนังทำได้ทุกอย่าง
ก็ต้องยอมรับว่าหนังของค่าย GDH นี่ไม่ธรรมดาทุกเรื่องเลยจริงๆ
คนที่เป็นลูกคนเดียวก็ดูหนังนี้ได้ คนมีพี่น้องยิ่งต้องดู
ถือว่าเป็นหนังไทยเพชรน้ำงามของปีนี้อย่างยิ่งจริงๆ

คุณภาพของภาพและเสียง
ภาพชัดมาก มุมกล้องแต่ละฉากก็สวยมาก
บางทีเราก็มีความรู้สึกว่ามุมกล้องแบบนี้เค้าคิดได้อย่างไร
มันดีมาก มันมีเรื่องราวจากมุมกล้องเลยจริงๆเสียงหรือ Sound ก็ใส่ได้ถูกจังหวะ
เพลงประกอบก็เข้ากับหนังมาก ย้ำว่ามาก จนออกจากโรงก็เปิดหาเพลงมาฟังเลยละ
แต่ว่ามีข้อติคือภาพยนตร์ไทยจอของหนังมันไม่กว้างคือไม่ได้ยืดไปสุดขอบซ้ายขวา
ดูกี่เรื่องหน้าจอมันเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสตลอดเลย มันเหมือนใช้เนื้อที่หน้าจอในโรงไม่คุ้มอะ
แต่พอดูไปสักพักก็ชินครับ (แต่มันน่าหงุดหงิดจริงๆนะ)

บทหนัง เนื้อเรื่อง การดำเนินเรื่อง
บทหนังและเนื้อเรื่องทำได้ดีมากๆแบบว่าเราเดาไม่ออกเลยว่าเนื้อเรื่องจะไปทางไหน
ความสัมพันธ์เรื่องพี่น้องที่เป็นความสัมพันธ์สำคัญเป็นเส้นเรื่องหลักของหนัง
ทำได้ดีกว่าที่คิดมาก บางคนน่าจะอินกับความสัมพันธ์ พฤติกรรมพี่-น้องแบบนี้จนต้องรู้สึกว่าใช่เลยแน่ๆ
ฉากที่พีคก็ทำได้สุดจริงๆและอีกอย่างที่ชอบมากๆก็คือที่ตัวอย่างหลอกเราไปทางนึง พอมาดูจริงๆ
เนื้อเรื่องไม่ใช่แบบในตัวอย่าง ทำให้พวกเราคิดว่าเรื่องราวไม่โดนสปอยล์จากตัวอย่าง
ทำให้พวกเราดูหนังได้เต็มที่แบบสุดๆไปเลย ส่วนการดำเนินเรื่อง ฉากตลกคือถูกใจมาก
ซันนี่เล่นได้ดีและเคมีเข้ากับญาญ่ามาก ฉากซึ้งดราม่าก็ทำได้ดี แต่ว่ามีบางฉากลากยาวมาก
ทำให้จะซึ้งก็ไม่ซึ้งซะงั้น แถมบางทีแอบน่าเบื่อ กลายเป็นหนังยาวที่มีบางฉากน่าเบื่ออยู่

ด้านดี
แน่นอนซันนี่และญาญ่าเล่นได้เข้ากันมาก
บอกถึงความเป็นพี่น้องได้โดยที่ไม่ต้องพูดอะไรมาก
เรื่องราวที่เดาไม่ออกทำให้เราตื่นเต้นกับเนื้อเรื่องตลอดเวลา
ฉากตลกซันนี่ทำได้ดีมากๆฮาทุกฉากเลยนะไม่มีแป๊กเลย
ซันนี้ทำให้หนังสนุกขึ้นมาหลายเท่า เป็นคนแบกหนังเรื่องนี้เลยก็ว่าได้
และซันนี่ก็ทำออกมาได้ดี ดีมาก ถูกใจผมมากเลยครับ ส่วนญาญ่าก็มีหลุดๆ
บ้างแต่อย่างที่บอกว่าเคมีตรงกันมาก ฉากรักลื่นไหล
ฉากดราม่าก็เข้าถึงอารมณ์ ดูแล้วคุณอาจจะหลงรักญาญ่าไปด้วยเลยครับ

ด้านแย่
หน้าจอเลยครับผม หน้าจอไม่กว้าง มันขัดตาตอนแรกๆแต่พอดูสักพักก็จะชินครับ
อีกเรื่องคือนิชคุณ คือเล่นแข็งพอสมควรแต่ผู้กำกับก็เก่งมากนะ
เพราะรู้ว่านิชคุณเล่นแข็ง ก็ทำให้คาแรกเตอร์ของโมจิที่นิชคุณเล่น
มีบุคลิกแข็งๆไปด้วยเลย แต่ก็มีอะไรที่ขัดใจผมตลอดเวลา
มันหงุดหงิดจริงๆ(ความรู้สึกส่วนตัวนะครับ)

น้อง-พี่-ที่รักถือเป็นหนังไทยที่ดีมากๆในปีนี้เลยครับ
ก็อยากแนะนำให้ทุกคนเข้าไปดู รับรองว่าต้องไม่ผิดหวัง
แถมบางคนอาจจะซึ้งจนร้องไห้เลยทีเดียว…

Logan

Logan
ว่าด้วยเรื่องราวของวูล์ฟเวอรีนที่วันหนึ่งคุณสมบัติทางร่างกายเริ่มเสื่อมถอยไปตามอา
ยุและกาลเวลา ในปี 2029 มนุษย์กลายพันธุ์ตกอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์
โลแกนผู้โดดเดี่ยวท้อแท้ได้แต่ดื่มเหล้าไปวัน ๆ
ในที่หลบภัยอันห่างไกลแถบชายแดนเม็กซิโกและหารายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ
จากการเป็นคนขับรถรับจ้าง เพื่อนผู้ลี้ภัยของเขาคือคาลิบันผู้ถูกเนรเทศ
รวมถึงศาสตราจารย์เอ็กซ์ซึ่งกำลังป่วยและพลังจิตถูกรบกวนจากอาการชักที่หนักขึ้น
เรื่อย ๆ
แต่แล้วโลแกนกลับต้องล้มเลิกความตั้งใจที่จะหลบเลี่ยงโลกภายนอกและชีวิตที่ผ่านม
า เมื่อหญิงลึกลับปรากฏตัวขึ้นพร้อมคำขอร้องเร่งด่วน
เธอขอให้โลแกนช่วยพาเด็กสาวที่มีความพิเศษคนหนึ่งไปส่งยังที่ปลอดภัย
ในไม่ช้าโลแกนก็ต้องใช้กรงเล็บเพื่อเผชิญกับพลังมืดและวายร้ายจากอดีตของเขาเอ
งในภารกิจเสี่ยงตาย
ภารกิจครั้งนี้จะนำนักสู้ผู้ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานสู่หนทางเพื่อบรรลุโชคชะตาของต
นเอง

ความน่าสนใจและความพีคของภาพยนตร์เรื่องนี้ดูจะอยู่ที่เด็กสาวสุดน่ารักอย่าง
ดาฟนี คีน (Dafne Keen)
น่าจะเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่เธอได้สร้างผลงานบนจอเงินเลยก็ว่าได้
เธอรับบทเป็นเด็กสาวผู้มีกรงเล็บคล้ายกับวูล์ฟเวอรีน
ซึ่งความสามารถทางการแสดงของเด็กสาวคนนี้ดูแล้วไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ
เริ่มตั้งแต่การเล่นหูเล่นตา การแสดงสีหน้า และการออกท่าแอคชั่นต่าง ๆ
ล้วนแล้วแต่ทำออกมาได้อย่างน่าทึ่ง และทำให้เชื่อได้จริง ๆ
ว่าเธอไม่ใช่เด็กสาวที่ใช้ชีวิตบนพื้นหญ้าแล้วมีม้ายูนิคอร์นสีรุ้งเป็นฉากประกอบแน่ ๆ

นอกจากสาวน้อยสุดน่ารักแล้ว นักแสดงคนเดิมเพิ่มเติมคือความชราอย่าง ฮิวจ์
แจ็กแมน (Hugh Jackman) และ แพทริก สจ๊วต (Patrick Stewart)
ก็ยังโชว์ความสามารถทางการแสดงได้คงเส้นคงวาเสมอต้นเสมอปลาย
โดยเฉพาะลุงแพทริกที่ต้องแก่ตามบทในภาพยนตร์ก็แสดงออกมาได้เหมือนคุณปู่
อากง อาก๊ง ที่เราคุ้นตาออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติจริง ๆ

ตั้งแต่ตัวอย่างภาพยนตร์ที่ปล่อยออกมาให้ชมก่อนหน้านี้นั้น
นอกจากจะโชว์ความสามารถของเด็กสาวคนใหม่แล้ว
ยังเน้นความรู้สึกของความแห้งเหี่ยวโรยราได้อย่างชัดเจน
ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมในฉากต่าง ๆ
ตัวละครนำที่ความสามารถก็มิอาจสู้สัจธรรมทั้งสี่อย่าง อันได้แก่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้
ก็ทำให้ภาพยนตร์ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
เมื่อพลังวิเศษที่ทั้งสองคนมีเริ่มอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด การต่อสู้ในตลอดทั้งเรื่อง
ล้วนให้ความรู้สึกไม่เวอร์วังอลังการจนเกินไป
เริ่มใกล้เคียงกับมนุษย์ที่ไม่มีความสามารถพิเศษมากขึ้นไปทุกที
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็ให้ความรู้สึกถึงพลังการต่อสู้ที่เริ่มเสื่อมถอยลงในภาคต่อสุดท้าย

แม้ว่าโทนภาพยนตร์จะดูอึมครึมสักเล็กน้อย
แต่ดาวเด่นดวงใหม่อย่างสาวน้อยแดฟนีพร้อมกับฉากแอคชั่นที่มีมาให้ชมตลอดทั้งเรื่
อง
ก็เหมือนเป็นแสงสว่างที่ช่วยให้ภาพยนตร์สร้างความน่าสนใจและตื่นเต้นได้ตลอดเวล

ในภาคนี้อาวุธที่ใช้ส่วนใหญ่ก็คงจะหนีไม่พ้นกรงเล็บอดามันเทียมของทั้งสองคนที่ตวั
ดฟันศัตรูกันฉับ ๆ บ้าระห่ำ พอ ๆ
กับการแจกกระสุนหนึ่งคนหนึ่งเม็ดในภาพยนตร์แอคชั่นเรื่อง John Wick: Chapter 2
เลยก็ว่าได้ เรียกได้ว่าคอแอคชั่นก็ยังคงตอบโจทย์ความมันส์ได้เหมือนภาคเก่า ๆ…

รีวิว Sicario: Days of the Soldado

ภาคต่อของหนังแอคชั่น-ทริลเลอร์ ที่โคตรดิบ และโคตรเรียล
กับฉากแอคชั่นที่ไม่ได้มีเยอะแยะ แต่ว่าจับใจเกือบทุกฉาก
บวกด้วยความเฉียบแหลมของ Benicio Del Toro
ที่ภาคแรกได้เสียงวิจารณ์ในทางบวกอย่างล้นหลาม
จากฝีมือผู้กำกับ Denis Villeneuve แล้วก็ในภาคต่อนี้ได้เปลี่ยนคนคุมบังเหียนเป็น Stefano Sollima
ที่ไม่คุ้นเคยกับชื่อเขาเลยสักนิด – -” และแวปแรกที่ได้ดูตัวอย่างเราก็นึกว่ามันจะกลายเป็น “หนังแอ็คชั่น”
เต็มกำลังไปซะแล้ว แต่ผู้กำกับคนนี้ก็ยังคงมีเอกลักษณ์ความเป็นหนังที่ Less is more “แอ็คชั่นน้อย แต่ว่าตรงเป้าเต็มๆ”
คงความดิบจากภาคแรก แต่ว่าเข้าถึงง่ายกว่า เข้าใจง่ายกว่า แล้วก็แมสกว่าภาคแรกพอสมควร
ในภาคนี้ยังคงเกิดเรื่องราวแนวแอคชั่น-ทริลเลอร์ ที่ยังคงมีกลิ่นของภาคแรกอย่างคละคลุ้งเยอะไปหมด
เกิดเรื่องราวเกี่ยวกับแก๊งค้ายาในประเทศเม็กซิโกกับการจัดการไม่สนวิธีของอเมริกา
ที่ฝากฝังไว้กับ Matt Graver (Josh Brolin)
ทหารรับจ้างมากประสบการณ์จากภาคแรก ให้ทำภารกิจที่รัฐบาลอเมริกาจะไม่ขอออกหน้ารับใดๆทั้งนั้น
เมื่อกฏไม่มีความสำคัญ เขาก็เลยจำเป็นต้องเชิญ Alejandro (Benicio Del Toro)
มาเพื่อเคียงข้างร่วมปฏิบัติการภารกิจโค่นล้มเจ้าพ่อแก๊งค้ายาในประเทศเม็กซิโกโอกาสนี้
หนังยังคงความดิบกับฉากแอ็คชั่นดูเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เนื่องจากว่าฉากแอ็คชั่นในเรื่องอื่นๆ
จะต้องมีบทนำ เอื้อนเอ่ยกันถึงเพื่อนที่บาดเจ็บ หรือไม่ก็ทั้งสองฝ่ายยิงบทพูดใส่กัน
ที่บางเรื่องเผลอๆมากกว่ากระสุนเสียอีก แต่ว่าในเรื่องนี้ทั้งบรรยากาศการปะทะกัน เสียงปืน เสียกระสุนทะลุร่าง เลือด
และการตัดสินใจในเหตุการณ์ต่างๆล้วนทำออกมาได้เยี่ยมสุดๆพวกเรายังคงได้เห็นบทพูดกับการแสดงเท่ๆ
ของ Benicio Del Toro ในบทบาทของ Alejandro อยู่ ถึงแม้ในภาคนี้ความสุขุม
ความเฉียบขาด และความเป็น “นักฆ่า” ของเขาอาจลดน้อยลงไป หนังเลือกที่จะเปิดเผยอดีต ความลับ
รวมทั้งด้านที่อ่อนโยนของตัวละครตัวนี้ออกมามากขึ้น แต่ว่านักแสดงตัวนั้นก็ยังมีตัวช่วยชูโรงอย่าง Josh Brolin
ในบท Matt Graver ที่ดูเด็ดขาด น่าเคารพ รวมทั้งดูเป็นตัวอันตรายมาก
กล่าวได้ว่าการตัดสินใจหลายๆอย่างในภาคนี้ ทำให้เขาใกล้เคียงคำว่า “มือสังหาร”
มากยิ่งขึ้นกว่าภาคแรกเยอะเลย การดำเนินเรื่องเป็นไปอย่างช้าๆและก็เต็มไปด้วยปมให้คนดูสงสัย
ยิ่งจุดไคลแม็กท้ายเรื่องยังทำให้พวกเราตึงเครียดได้ไม่ต่างจากภาคแรก
รวมทั้งพวกเราก็เชื่ออย่างสนิทใจว่าภาคต่อไปจะต้องทำออกมาได้ดีแน่นอน
มาพูดถึงสิ่งที่น่าเสียดายกันบ้างในภาคนี้ หนึ่งคือตัวของ Alejandro
ที่ภาคแรกเค้าดูไม่เป็นมิตรสุดๆลึกลับ แล้วก็เต็มไปด้วยรังสีอำมหิตของ “นักฆ่า”
อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่า ภาคนี้สิ่งเหล่านั้นกลับโดนลดทอนลงมา
บวกกับการตัดสินใจอันน่าประหลาดใจของเขาเกี่ยวกับบุตรสาวเจ้าพ่อแก๊งค้ายา
แล้วก็ประเด็นเรื่องที่ปะทะกับรัฐบาลประเทศเม็กซิโกที่หายไปซุกซนๆ
เสียอย่างงั้น สิ่งเหล่านั้นทำให้เกิดคำถามมากมายเต็มไปหมด
สรุปโดยรวมแล้วภาคนี้ไม่แพ้ภาคแรกเลย ถึงจะมีบางอย่างดรอคอยปลงไปบ้าง
แต่ว่าก็ยังน่าติดตาม เหมือนทำภาคนี้เพื่อปูทางไปภาคต่อได้อย่างน่าสนใจและน่าติดตาม…

รีวิว Coldplay: A Head Full of Dreams

สาวกทั่วโลกของ coldplay ต่างคอยภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งแต่ที่ได้เห็นเทรลเลอร์แล้ว
ในขณะที่แฟนเพลงชาวไทยต่างก็ลุ้นด้วยใจระทึกว่าจะเข้าฉายในบ้านเราหรือไม่
ท้ายที่สุดก็มีข่าวดีจาก Documentary Club ว่าจะมีการเข้าฉาย
แต่ว่าบัตรเข้าชมนั้นก็น้อยมาก ก็เลยหมดในเวลาที่รวดเร็วด้วย
เนื่องจาก แฟนคลับคนประเทศไทยสุดที่รักใน Coldplay มีมาก
ถ้าหากคิดไม่ออกให้ลองกลับไปดูภาพคอนเสิร์ต Coldplay A Head Full of Dreams
ที่จัดขึ้น ณ ราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อ 7 ม.ย. 2560 ดูสิ แล้วจะทราบเลยว่าแฟน Coldplay เยอะขนาดไหน
โดยมีผู้กำกับบ้านเกิดเดียวกันอย่าง แมต ไวท์ครอสส์ ซึ่งเมื่อ 2 ปี
ที่แล้วเคยทำให้สารคดี “Oasis: Supersonic”
ที่ว่าเจาะลึกทุกซอกมุมความสัมพันธ์ของพี่น้องตระกูลกัลลาเกอร์อย่าง โนล และ เลียม
ให้กลายเป็นที่พูดถึงแบบกระหึ่มวงการจอฟิล์มอยู่พักใหญ่
“Coldplay: A Head Full of Dreams” เล่าเรื่องสลับไปๆมาๆระหว่างสมัยก่อนกับปัจจุบันนี้
โดยนำเอาภาพฟุตเทจตั้งแต่เริ่มก่อตั้งวง
ตัดสลับกับภาพการแสดงสดบนเวทีกว่าร้อยโชว์ของเวิลด์ทัวร์อัลบั้ม A Head Full of Dreams
ซึ่งกลายมาเป็นชื่อสารคดีในท้ายที่สุด ซึ่งจากความฝันนั้น ก็กลายเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาสร้างดนตรีที่พวกเขาอยากทำขึ้นมา
อันที่จริง “Coldplay: A Head Full of Dreams”
เป็นสารคดีวงดนตรีสูตรสำเร็จอย่างแท้จริง พูดถึงจุดเริ่มต้นไปจนถึงการประสบความสำเร็จของวงดนตรีนี้
และถือเป็นความโชคดีที่ผู้กำกับอย่าง แมต ไวท์ครอสส์
เองก็เป็นเพื่อนกับวงนี้มาตั้งแต่แรกเลยตามถ่ายตามเก็บฟุตเพจของพวกเขามาตลอด
ทำให้หนังดูไหลลื่นเป็นธรรมชาติ ลูกเล่นในการตัดต่อที่ฉับไว ร่วมสมัย และอารมณ์ขันในเชิงกวนๆ
ที่สอดแทรกอยู่ช่วยสร้างเสน่ห์ให้สารคดีเรื่องนี้อยู่มากทีเดียว รวมทั้งเมื่อย้อนกลับไปที่ชื่อสารคดี ชื่ออัลบั้มชุดที่ 7
และก็ชื่อเวิลด์ทัวร์ครั้งล่าสุดของ Coldplay อย่าง A Head Full of Dreams แล้ว
ก็ยิ่งทำให้เราเข้าใจตัวตนของ Coldplay มากยิ่งขึ้น…

รีวิว Whitney (2018)

วิทนีย์เป็นลูกสาวของ ซิสซี ฮุสตัน นักร้องคอรัส
โดยเคยร้องให้กับเช่น Dionne Warwick (ป้าของวิทนีย์) Elvis Presley
และก็ Aretha Franklin ฯลฯ คือ เอาจริงๆ
ครอบครัวของวิทนีย์นี่เป็นครอบครัวนักร้อง ครอบครัวนี้ไม่ได้ร่ำรวยอะไร
แต่ว่าก็สร้างฐานะจนเป็นคนมีตัง ย้ายไปอยู่ย่านดีดีได้
วิทนีย์มีความสุขทุกครั้งที่ได้เข้าไปร้องเพลงในโบสถ์
แนวเพลงที่วิทนี์ถนัดเลยเป็นพวก soul และ gospel
มีครั้งนึงที่แม่แกล้งป่วยหรือบอกติดงานแล้วทิ้งให้นางร้องเพลงในผับแทนแม่
ตอนนั้นวิทนีย์ก็ฉายแววเลย และต่อมาพอได้ออกแผ่นก็ดังระเบิดเถิดเทิง
ชื่อเสียงเงินทองมาพร้อมกับสามีที่ชื่อ บ็อบบี้ บราวน์
ที่ทำให้ชีวิตของวิทนีย์เปลี่ยนไปตลอดกาลเลย
ความรัก ได้พรากนักร้องระดับตำนานไปหลายคนแล้ว ซึ่งจริงๆ
พวกเราจะไปโทษฝ่ายชายก็ไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอุทาหรณ์เตือนใจ
เนื่องจากชื่อเสียง เงินทองและความรัก
อาจทำให้สติของพวกเราหลุดไป โดยที่พวกเราเองไม่รู้ตัว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของสิ่งเสพติดที่เข้ามาในชีวิตของพวกเรา ที่
เป็นการหาความสุขใส่ตัวแบบผิดๆ
ประเด็นนี้เน้นหัวข้อการสัมภาษณ์คนที่อยู่รอบข้างวิทนีย์มากไปหน่อย ไม่ค่อยมีเรื่องของวิทนีย์มากเท่าไรนัก
แต่ว่าเมื่อเราได้ดูเรื่องราวของเธอ เราก็ยังสะเทือนใจจนปล่อยโฮเลยทีเดียวล่ะ
แต่ว่าถ้าเกิดอยากดูไว้เพื่อเป็นบทเรียนจากชีวิตจากคนที่ไม่มีอะไรเลย
จนมีทุกอย่างแต่เพราะได้คนรักที่ไม่ดี
และใช้เงินไปในทางที่ไม่ถูกไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเสพติดจนสุดท้ายต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง
ต่อให้ชีวิตที่กำลังก้าวหน้าของตัวเอง เพราะฉะนั้นนี่คือ สิ่งที่เป็นเครื่องเตือนใจในชีวิตได้ดีมากเลยล่ะ
ใครอยากดูก็ไปดูได้เลยตามโรงภาพยนตร์ ตอนนี้กำลังเข้าฉายอยู่เลยล่ะ…

รีวิว Rampant นครนรกซอมบี้คลั่ง

นับว่าเป็นภาพยนตร์ที่เตรียมมาเอาใจคอหนังสยองขวัญโดยเฉพาะเลยทีเดียว สำหรับ Rampant นครนรกซอมบี้คลั่ง ผลงานจากทีมผู้สร้างภาพยนตร์ Train to Busan (2016) ที่เคยสร้างปรากฏการณ์ซอมบี้คลั่งทั่วเมืองกันมาแล้ว กลับมาคราวนี้ก็ยังคงคอนเซ็ปต์ความเป็นซอมบี้แต่ย้อนเรื่องราวไปเกิดขึ้นในเมืองโชซอนเมื่อหลายร้อยกว่าปีก่อน ซึ่งได้สองซูเปอร์สตาร์แห่งเกาหลีใต้ จางดงกอน และ ฮยอนบิน มาแสดงนำ

Rampant นครนรกซอมบี้คลั่ง ว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเกาหลีสมัยโชซอน เมื่อ องค์ชายกังลิม โอรสของกษัตริย์และนักสู้ฝีมือฉกาจที่สุดของอาณาจักรโชซอนที่ตกเป็นนักโทษการเมืองภายใต้การดูแลของราชวงศ์ชิงอยู่หลายปี ถูกเรียกตัวกลับบ้านเกิดเพื่อช่วยต่อสู้กับฝูงซอมบี้คลั่งกระหายเลือดที่เข้ามารุกรานอาณาจักรอันเคยสงบ แต่ขณะที่บ้านเมืองกำลังเจอกับวิกฤติ เสนาบดี คิมจาจุน กลับหวังโอกาสนี้ในการยึดครองบัลลังก์ และโค่นราชวงศ์ที่มีมาช้านานลงไป

ยอมรับว่าเมื่อได้ยินว่า Rampant นั้นถูกสร้างโดยทีมผู้สร้างภาพยนตร์ Train to Busan ซึ่งเคยสร้างความฮอตฮิตไปทั้งในเกาหลีและต่างประเทศ รวมไปถึงวงการภาพยนตร์ในบ้านเราอีกด้วย จึงค่อนข้างมีความคาดหวังไว้พอสมควรว่าหนังจะทำออกมาได้ดีไม่แพ้เรื่องดังกล่าว ซึ่งหลังจากดูที่มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์จนจบก็พบว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี สนุกไม่เสียชื่อคนสร้าง เพียงแต่ไม่อาจเทียบชั้น Train to Busan ได้

โดยความสนุกที่บอกไว้ข้างต้นนั้นหนังทำออกมาได้น่าสนใจ สร้างความเพลิดเพลินได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของบทที่แฝงไปด้วยเรื่องราวทางการเมือง การเดินเรื่องที่กระชับฉับไว งานเอฟเฟกต์ที่สมจริง ประกอบกับโปรดักชั่นงานสร้างที่ยังคงคุณภาพของความเป็นเกาหลีไว้เป็นอย่างดี แต่ในเรื่องของความดรามาระหว่างครอบครัวก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่หนังยังทำออกมาได้ไม่สุด หากมีการขยี้ปมเรื่องราวให้เข้มข้นมากกว่านี้ก็จะดีไม่น้อย เหมือนยังขาดองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ที่จะมาเสริมให้หนังออกมาสมบูรณ์

ในส่วนของนักแสดงนำอย่าง ฮยอนบิน ที่ได้ถ่ายทอดบทบาทขององค์ชายเจ้าสำราญที่ดูเหมือนจะติดเล่นไปหน่อย แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องกลับมากอบกู้บ้านเมืองตามสูตรของพระเอก ซึ่งก็ถือว่าในเรื่องนี้เจ้าตัวถ่ายทอดความเป็นผู้ชายออกมาได้มีเสน่ห์ เชื่อว่าสาวๆ ต้องแอบกรี๊ดแน่นอน ส่วนตัวร้ายอย่าง เสนาบดีคิมจาจุน รับบทโดย จางดงกอน ก็นับว่าเป็นบทที่ค่อนข้างแบนราบ เพราะเผยให้เห็นเฉพาะมุมที่เป็นความชั่วร้ายอย่างเดียว ซึ่งค่อนข้างมีความตื้นเขิน ไม่ได้มีฉากหรือเหตุการณ์บอกเล่าว่าอะไรที่ทำให้เขากลายมาเป็นคนเลวเลย จึงค่อนข้างผิดหวังกับตัวละครตัวนี้

อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมของหนังก็ถือว่าตอบโจทย์ความสนุกตามไสตล์เกาหลีได้ดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นที่มาที่ไปของซอมบี้ที่เชื่อว่าคนที่ดูหนังแนวนี้มาหลายๆ เรื่องก็น่าจะพอเดาออกว่ามันเกิดจากอะไร ในส่วนของความแอคชั่นไล่งับของซอมบี้นั้นก็ถือว่าสยองไปตามเรื่องราว เชื่อว่าไม่ผิดหวังแน่นอน…

รีวิว Doraemon the Movie: Nobita’s Treasure Island

ใครที่นึกถึงการ์ตูนยอดนิยมอย่างโดเรม่อนไม่ควรพลาดเด็ดขาด
ไม่ว่าคุณจะเป็นสาวกโดเรม่อนหรือไม่ก็ดูได้ทั้งหมด
เพราะเรื่องนี้จะทำให้คุณได้ย้อนวัยอีกรอบกับเหล่านักแสดงเดิม
และเพิ่มตัวละครใหม่เพื่ออรรถรสของเรื่อง
ใครไม่ดูลองมาอ่านทางนี้ อาจจะทำให้คุณนั้นอยากไปดูมากขึ้นก็ได้
Doraemon the Movie: Nobita’s Treasure Island
ฉบับภาพยนตร์ รายปี 2018 เป็นเรื่องที่โดราเอม่อน โนบิตะ และก็ผองเพื่อน
ออกไปเผชิญภัยล่าสมบัติด้วยเรือ “Nobita Ora” ที่เกาะลึกลับ แต่พวกเขาพบว่า
เกาะที่นี้ไม่ปลอดภัย เนื่องจากว่าซิซึกะ ถูกกลุ่มโจรสลัดลักพาตัว ส่วนโดราเอม่อน
และก็เพื่อนที่เหลือ ก็เจอกับ “ฟล็อค” ที่มีหุ่นยนต์นกพี่เลี้ยงอย่าง “ควิซ”
เป็นกุญแจปริศนาของของเกาะมหาสมบัติแห่งนี้ การดู Doraemon
ในโรงหนัง พวกเราจะเหมือนได้นั่ง Time Machine ของโดราเอม่อน
แต่ว่าสิ่งทีทำให้แตกต่างคือการ ใส่ดราม่า แต่ยังดีที่การเดินเรื่อง ยังมีมุกตลกให้สนุกสนานได้บ้าง
ส่วนงานด้านอนิเมะ ก็ยังรักษามาตรฐานได้ดั่งเดิม และมีการปูเรื่องตัวละครใหม่ ทั้ง ฟล็อค และ เซร่า
ก็ทำได้พอดีกับเรื่อง แต่ว่าเพลงประกอบบางช่วงที่ใส่มาขัดใจไปหน่อย
เพราะเหตุว่าช่วงที่ควรจะใส่ดันไม่ใส่ อารมณ์เลยดรอปลงไป
แต่ว่าโดยรวมก็โอเคนะไม่ได้เลวร้ายอะไร
ตอนนี้ก็เปิดเทอมแล้วบางทีอาจจะต้องพาไปดูเสาร์-อาทิตย์ก็ว่ากันไป
ถ้าใครคิดถึงแมวหุ่นยนต์สีฟ้าและผองเพื่อนและก็ต้องการย้อนเวลาไปดูล่ะก็ อยากแนะนำให้มาดูเรื่องนี้กัน
แล้วคุณจะหายคิดแน่ๆ ถึงจะมีหนังกระแสดีเรื่องอื่น
แต่หนังเรื่องนี้อาจทำให้คุณสบายใจแล้วก็ผ่อนคลายได้มากกว่า อย่าลืมมาดูกันนะ…

Birds of Prey ได้ Ewan McGregor มารับบทตัวร้าย Black Mask

ภาพยนตร์เรื่อง Birds of Prey ของ Warner Bros. มีข่าวออกมาเสิร์ฟแฟนคลับโดยตลอด
หลังเพิ่งมีรายงานไปก่อนหน้านี้ว่า Cathy Yan ผู้กำกับหญิงของหนังหัวข้อนี้
ออกมาชื่นชมบทหนังของ Christina Hodson ว่าเขียนได้ยอดเยี่ยมจนวางแทบไม่ลง
ในระหว่างที่คุณไปร่วมงาน US-China Entertainment Summit พร้อมกับการันตีด้วยว่าตั้งใจทำหนังให้เป็นเรต R
ปัจจุบัน ในวันต่อมาก็มีข่าวสารตามว่า Ewan McGregor จะมารับบทเป็น Black Mask หรือ Roman Sionis
ตัวร้ายของ Birds of Prey ที่เพิ่งประกาศออกมาเป็นรายแรก
ซึ่งเป็นตัวละครที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม False Face Society
โดยเรื่องราวในฉบับคอมิกส์ แฟนคลับได้ทราบจากนักแสดงนี้ครั้งแรกในการ์ตูน Batman ฉบับที่ 386 เมื่อปี 1985 ซึ่ง Black Mask
เป็นนักธุรกิจที่ฆ่าบิดามารดาของตนเองเพื่อหวังฮุบธุรกิจการค้าอันร่ำรวยของพ่อแม่
แต่บริหารธุรกิจการค้าได้ตกต่ำก็เลยทำให้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป
ซึ่งเจัาตัวก็โทษความผิดพลาดที่เกิดขึ้นว่าเป็นเพราะเหตุว่า Bruce Wayne (Batman) อย่างไรก็ตาม จากข่าวสารที่ Deadline
รายงานนั้นไม่ได้บอกว่าเรื่องราวของ Black Mask
จะเปลี่ยนไปจากฉบับการ์ตูนหรือไม่เมื่อมาทำเป็นหนังใน DCEU (จักรวาลขยาย DC)
ยิ่งกว่านั้น ยังมีข่าวว่า ผู้กำกับ Cathy Yan กำลังมองหานักแสดงลูกครึ่งเอเชียมารับบทเป็น Cassandra Cain (Batgirl) ด้วย
ซึ่งยังไม่ได้มีการแคสต์ผู้แสดงนี้แต่อย่างใด โดยหนังเรื่องนี้ได้บริษัท Kroll & Co. ของ Sue Kroll มาร่วมอำนวยการสร้างกับ Robbie
และ Bryan Unkeless และวางโปรแกรมฉายไว้แล้วในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2020…